Ledger Nano S Plus

Blur คือมาร์เก็ตเพลส NFT ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับนักเทรดมืออาชีพ ชูจุดเด่นด้านความเร็วในการใช้งานและระบบรางวัลผ่านโทเคน BLUR นับตั้งแต่เปิดตัว Blur สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเป็นผู้นำตลาดของ OpenSea ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าและฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์นักเทรดโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันก็จุดประเด็นถกเถียงในวงการเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์ของผู้สร้างผลงาน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ Blur ในทุกมิติ ตั้งแต่สถาปัตยกรรมทางเทคนิค กลไกโทเคน ไปจนถึงข้อควรระวังด้านความปลอดภัย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้เนื้อหาทั้งหมดจัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

Blur คืออะไร

Blur คือมาร์เก็ตเพลส NFT ที่ถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่มนักเทรดมืออาชีพและผู้บริหารพอร์ตโฟลิโอโดยเฉพาะ ต่างจาก OpenSea ที่วางตัวเป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักสะสมทั่วไป หรือนักเทรด ทีมพัฒนา Blur เลือกทุ่มทรัพยากรด้านวิศวกรรมทั้งหมดไปที่ความเร็วและประสบการณ์การเทรดโดยเฉพาะ Blur เปิดให้ใช้งานแบบสาธารณะในช่วงปลายปี 2022 ก่อนจะเปิดตัวโทเคน BLUR อย่างเป็นทางการในต้นปี 2023 ทีมงานมองเห็นช่องว่างในตลาดที่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานระดับมืออาชีพสำหรับการเทรด NFT จึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ การทำธุรกรรมจำนวนมากพร้อมกัน (bulk operations) และเครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึกสำหรับนักเทรด NFT ที่จริงจัง

สถาปัตยกรรมของแพลตฟอร์ม

Blur ใช้เทคโนโลยีอย่าง WebAssembly (Wasm) ร่วมกับ API ที่ปรับแต่งเพื่อลดความหน่วง (latency) ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในส่วนของระบบหลังบ้าน แพลตฟอร์มพึ่งพาบล็อกเชน Ethereum และสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) ในการยืนยันความเป็นเจ้าของและดำเนินธุรกรรม พร้อมทั้งมีชั้น middleware ที่ช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานลื่นไหลขึ้น การออกแบบเช่นนี้ทำให้ฟีเจอร์อย่างการเสนอราคาระดับคอลเลกชัน การแสดงข้อมูลพอร์ตโฟลิโอ และการทำธุรกรรมจำนวนมากพร้อมกัน ทำงานได้รวดเร็วกว่าคู่แข่งหลายราย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่จับต้องได้จริงสำหรับกลยุทธ์การเทรดที่ต้องแข่งกับเวลาและผู้บริหารพอร์ตที่ต้องติดตามตลาดอย่างต่อเนื่อง

โทเคน BLUR

BLUR คือโทเคนประจำแพลตฟอร์ม Blur ที่ใช้เป็นรางวัลตอบแทนกิจกรรมการเทรด และเปิดให้ผู้ถือมีส่วนร่วมด้านธรรมาภิบาล (governance) ของโปรโตคอล นักเทรดจะได้รับ BLUR ตามกิจกรรมการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม โดยสามารถนำไปขายในตลาดหรือใช้ลงคะแนนเสียงในการตัดสินใจสำคัญของแพลตฟอร์มได้ ต่างจาก OpenSea ที่ไม่มีโทเคนธรรมาภิบาลของตนเอง ผู้ถือ BLUR จึงมีสิทธิ์มีเสียงโดยตรงต่อทิศทางของแพลตฟอร์ม ทีมงาน Blur ออกแบบให้สัดส่วนโทเคนส่วนใหญ่ถูกกระจายไปยังผู้ใช้งานผ่านระบบรางวัล มากกว่าจะจัดสรรให้กลุ่มนักลงทุนช่วงแรกเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางที่ตั้งใจสร้างแรงจูงใจให้สอดคล้องกับความสำเร็จของแพลตฟอร์มในระยะยาว อย่างไรก็ตาม มูลค่าของโทเคนยังคงผันผวนตามสภาวะตลาดคริปโตโดยรวมและไม่มีการรับประกันผลตอบแทนใด ๆ

ความเร็วและประสิทธิภาพ

Blur ถูกออกแบบมาให้เน้นประสิทธิภาพในทุกระดับของสถาปัตยกรรม ฝั่งหน้าบ้าน (frontend) ใช้ WebAssembly ในการประมวลผลคำสั่งที่ซับซ้อนโดยไม่ต้องพึ่งพา JavaScript ทั้งหมด ซึ่งช่วยลดความหน่วงที่มักเกิดขึ้นในมาร์เก็ตเพลสทั่วไป หน้าจอผู้ใช้ตอบสนองต่อคำสั่งได้เกือบทันที ไม่ว่าจะเป็นการกรองคอลเลกชัน การเสนอราคา หรือการติดตามความเคลื่อนไหวของพอร์ตโฟลิโอ สำหรับนักเทรดที่ต้องแข่งขันกันด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาที ความรวดเร็วของ Blur ถือเป็นจุดต่างที่จับต้องได้จริงเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มที่ตอบสนองช้ากว่าในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวรวดเร็วหรือมีโอกาสด้านราคาเกิดขึ้นชั่วขณะ

ประเด็นถกเถียงเรื่องค่าลิขสิทธิ์ผู้สร้าง

ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเกี่ยวกับ Blur คือเรื่องค่าลิขสิทธิ์ของผู้สร้างผลงาน (creator royalties) Blur อนุญาตให้ผู้ซื้อเลือกได้ว่าจะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ที่ศิลปินกำหนดไว้บน NFT หรือไม่ ในขณะที่ OpenSea เดิมทีมีนโยบายบังคับใช้ค่าลิขสิทธิ์อย่างเข้มงวดกว่า เหตุผลเชิงเทคนิคคือ มาตรฐานโทเคนบนบล็อกเชนอย่าง ERC-721 หรือแม้แต่มาตรฐานสัญญาณค่าลิขสิทธิ์อย่าง EIP-2981 ไม่สามารถบังคับให้มีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ได้โดยอัตโนมัติในระดับโปรโตคอล การบังคับใช้จึงขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละมาร์เก็ตเพลสเอง Blur จึงเลือกทำให้ค่าลิขสิทธิ์เป็นทางเลือกแทนที่จะบังคับ ประเด็นนี้จุดกระแสถกเถียงในวงการว่าการออกแบบมาร์เก็ตเพลสควรให้ความสำคัญกับการปกป้องรายได้ของศิลปิน หรือควรแข่งขันด้วยความเร็วและค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า ศิลปินและผู้สร้างผลงานจำนวนหนึ่งสูญเสียรายได้ เนื่องจากนักเทรดจำนวนมากย้ายมาใช้ Blur เพื่อซื้อขายด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า ซึ่งภายหลัง OpenSea เองก็ปรับนโยบายบางส่วนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

Blur เทียบกับ OpenSea

OpenSea ครองความเป็นผู้นำในฐานะมาร์เก็ตเพลส NFT รายใหญ่รายแรก ๆ ของตลาด โดยให้บริการครอบคลุมทั้งศิลปิน นักสะสม และนักเทรดอย่างเท่าเทียมกัน Blur เลือกเดินเส้นทางตรงข้าม ด้วยการปฏิเสธแนวทางแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม แล้วโฟกัสไปที่นักเทรดเพียงกลุ่มเดียว ผลตอบรับจากตลาดค่อนข้างชัดเจน Blur สามารถดึงส่วนแบ่งปริมาณการซื้อขายจาก OpenSea ได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังเปิดตัว ผ่านจุดแข็งด้านความเร็ว ค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า และฟีเจอร์การเสนอราคาระดับคอลเลกชันที่ OpenSea ไม่มีในช่วงแรก การแข่งขันนี้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรม NFT อย่างมาก และผลักดันให้ OpenSea ต้องปรับตัวและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ รวมถึงการเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์มรวมคำสั่งซื้อ (aggregator) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับ Blur ต่อไป

ข้อควรพิจารณาด้านความปลอดภัย

Blur เป็นแพลตฟอร์มแบบ non-custodial คือไม่ได้ถือครอง NFT หรือเงินทุนของผู้ใช้ไว้เอง ผู้ใช้ยังคงควบคุมกระเป๋าเงินคริปโตของตนเองอย่างสมบูรณ์ตลอดเวลา ซึ่งโดยหลักการแล้วปลอดภัยกว่าแพลตฟอร์มแบบ custodial ที่เก็บรักษาสินทรัพย์แทนผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานยังต้องระมัดระวังในหลายด้าน เช่น ตรวจสอบ URL ให้ถูกต้องก่อนเข้าใช้งานเพื่อป้องกันเว็บไซต์ปลอมที่แอบอ้าง (phishing) ตรวจสอบรายละเอียดของธุรกรรมทุกครั้งก่อนเซ็นยืนยันในกระเป๋าเงิน และไม่ควรอนุมัติ (approve) สัญญาอัจฉริยะที่ไม่รู้จักหรือดูน่าสงสัย เพราะความปลอดภัยของสินทรัพย์ขึ้นอยู่กับความระมัดระวังและการตรวจสอบของผู้ใช้เองเป็นหลัก ไม่ใช่ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มเพียงฝ่ายเดียว

ค่าธรรมเนียมและต้นทุน

Blur เรียกเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มในอัตราที่ต่ำกว่าคู่แข่งหลายราย และเนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ของผู้สร้างเป็นทางเลือก (ต่างจาก OpenSea ที่บังคับใช้เป็นค่าเริ่มต้น) ต้นทุนรวมของการซื้อขายบน Blur จึงอาจต่ำกว่าในหลายกรณี นอกจากนี้ยังมีต้นทุนอีกชั้นหนึ่งคือค่าธรรมเนียม gas ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่จ่ายให้เครือข่าย Ethereum โดยตรง ไม่ใช่รายได้ของ Blur ค่า gas ผันผวนตามความหนาแน่นของการใช้งานเครือข่ายในแต่ละช่วงเวลา และถือเป็นต้นทุนปกติที่เกิดขึ้นกับทุกธุรกรรมบนบล็อกเชน ที่สำคัญคือแม้ธุรกรรมจะล้มเหลว (failed transaction) ผู้ใช้ก็ยังต้องเสียค่า gas ไปเช่นกัน จึงควรตรวจสอบรายละเอียดค่าธรรมเนียมทุกครั้งก่อนยืนยันธุรกรรม

เริ่มต้นใช้งาน Blur อย่างไร

ขั้นตอนแรกคือเชื่อมต่อกระเป๋าเงินคริปโต เช่น MetaMask ที่มี ETH หรือสกุลเงินดิจิทัลที่รองรับอยู่ภายใน จากนั้นเข้าเว็บไซต์ blur.io โดยตรวจสอบ URL ให้ถูกต้องทุกครั้งเพื่อป้องกันเว็บไซต์ปลอม เชื่อมต่อกระเป๋าเงินและอนุมัติการใช้งานกับ Blur จากนั้นสามารถเลือกดูคอลเลกชันต่าง ๆ ผ่านตัวกรองขั้นสูงที่แพลตฟอร์มมีให้ ผู้ใช้สามารถตั้งราคาเสนอซื้อได้ทั้งในระดับคอลเลกชันทั้งหมดหรือรายชิ้น ตามราคาที่ต้องการเอง ก่อนยืนยันธุรกรรมควรตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วน ทั้งค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่า gas จากนั้นจึงยืนยันผ่านกระเป๋าเงิน เมื่อเซ็นยืนยันแล้ว คำสั่งเสนอซื้อจะถูกส่งเข้าสู่บล็อกเชนเพื่อรอการจับคู่และชำระธุรกรรมต่อไป

คำถามที่พบบ่อย

Blur แตกต่างจาก OpenSea อย่างไร
Blur ออกแบบมาเพื่อกลุ่มนักเทรดมืออาชีพโดยเฉพาะ เน้นฟีเจอร์อย่างการเสนอราคาระดับคอลเลกชัน (collection-level offers) หน้าตาอินเทอร์เฟซที่ตอบสนองรวดเร็ว และเครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึกสำหรับพอร์ตขนาดใหญ่ ส่วน OpenSea วางตัวเป็นมาร์เก็ตเพลสสำหรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม ทั้งศิลปิน นักสะสม และนักเทรดทั่วไป ในแง่ค่าธรรมเนียม Blur มักมีต้นทุนแพลตฟอร์มที่ต่ำกว่า และอนุญาตให้ผู้ซื้อเลือกจะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้สร้างผลงานหรือไม่ก็ได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนฝั่งผู้ซื้อแต่ก็ลดรายได้ของศิลปินไปพร้อมกัน ในขณะที่ OpenSea เดิมทีมีนโยบายบังคับใช้ค่าลิขสิทธิ์ที่เข้มงวดกว่า แม้ภายหลังจะปรับนโยบายบางส่วนเพื่อแข่งขันกับ Blur ก็ตาม
โทเคน BLUR มีมูลค่าน่าสนใจหรือไม่
ผู้ถือ BLUR สามารถรับรางวัลจากการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม และมีสิทธิ์ลงคะแนนในการตัดสินใจด้านธรรมาภิบาลของโปรโตคอล มูลค่าของโทเคนขึ้นอยู่กับความสำเร็จของแพลตฟอร์ม ปริมาณการใช้งาน และความต้องการมีส่วนร่วมด้านธรรมาภิบาลของผู้ถือ ทั้งนี้เช่นเดียวกับโทเคนคริปโตทุกประเภท ราคาของ BLUR มีความผันผวนสูงและไม่มีการรับประกันผลตอบแทน ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ ไม่ควรถือว่าเนื้อหานี้เป็นคำแนะนำการลงทุน
ความเสี่ยงหลักของการใช้งาน Blur มีอะไรบ้าง
ความเสี่ยงที่ควรพิจารณาได้แก่ ความผันผวนของราคา NFT ที่สูงมาก การหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น NFT ปลอมหรือคอลเลกชันเลียนแบบ ช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นในสัญญาอัจฉริยะ ค่าธรรมเนียม gas ที่อาจสูญเสียไปแม้ธุรกรรมจะล้มเหลว ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบที่ยังเปลี่ยนแปลงได้ในหลายประเทศ รวมถึงประเด็นค่าลิขสิทธิ์แบบเลือกจ่ายได้ที่อาจส่งผลต่อรายได้ของศิลปินในระยะยาว ควรลงทุนด้วยเงินทุนที่รับความเสี่ยงจากการสูญเสียทั้งหมดได้เท่านั้น เนื่องจากตลาด NFT มีลักษณะเก็งกำไรสูง
เก็บ NFT ไว้บน Blur ปลอดภัยหรือไม่
Blur เป็นแพลตฟอร์มแบบ non-custodial คือไม่ได้ถือครอง NFT หรือสินทรัพย์ของผู้ใช้ไว้เอง ผู้ใช้ยังคงควบคุม NFT ของตนเองผ่านกระเป๋าเงินคริปโตตลอดเวลา ซึ่งปลอดภัยกว่าแพลตฟอร์มแบบ custodial ที่ถือครองสินทรัพย์แทนผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ต้องตรวจสอบ URL ให้ถูกต้องเพื่อป้องกันเว็บไซต์หลอกลวง ตรวจสอบรายละเอียดธุรกรรมทุกครั้งก่อนเซ็นยืนยัน และไม่ควรอนุมัติ (approve) สัญญาที่ไม่รู้จักหรือดูน่าสงสัย เพราะความปลอดภัยของสินทรัพย์ขึ้นอยู่กับความระมัดระวังและการตรวจสอบของผู้ใช้เองเป็นหลัก

ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด

รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th

ดูบทความทั้งหมด

สรุป

Blur เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมมาร์เก็ตเพลส NFT ด้วยการเลือกโฟกัสกลุ่มนักเทรดมืออาชีพแทนที่จะพยายามเอาใจผู้ใช้ทุกกลุ่มเหมือนที่ OpenSea ทำมาตั้งแต่ต้น ความเร็วในการใช้งาน โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ต่ำ และฟีเจอร์อย่างการเสนอราคาระดับคอลเลกชันคือจุดที่ทำให้ Blur ดึงส่วนแบ่งปริมาณการซื้อขายจาก OpenSea ได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังเปิดตัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายค่าลิขสิทธิ์แบบเลือกจ่ายได้ก็จุดประเด็นถกเถียงยาวนานในวงการเกี่ยวกับความเป็นธรรมต่อศิลปินและผู้สร้างผลงาน ก่อนตัดสินใจใช้งาน Blur หรือแพลตฟอร์มใดก็ตาม ผู้อ่านควรทำความเข้าใจเป้าหมายการใช้งานของตนเองและระดับความเสี่ยงที่รับได้ให้ชัดเจน เพราะตลาด NFT โดยรวมยังคงมีความผันผวนสูงและเก็งกำไรเป็นหลัก สำหรับนักเทรดที่ต้องการความคล่องตัวและประสิทธิภาพ Blur ถือเป็นตัวเลือกที่มีจุดแข็งชัดเจน ส่วนผู้ที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนศิลปินและผู้สร้างผลงานผ่านค่าลิขสิทธิ์ นโยบายที่เข้มงวดกว่าของ OpenSea ก็ยังเป็นปัจจัยที่ควรพิจารณา ไม่ว่าจะเลือกแพลตฟอร์มใด ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและลงทุนด้วยเงินทุนที่รับความเสี่ยงจากการสูญเสียได้เท่านั้น บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุน

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน