Ledger Nano S Plus

การให้ยืมและกู้ยืมคริปโต เป็นวิธีหนึ่งในการหารายได้หรือเข้าถึงสภาพคล่องในโลกคริปโต โดยแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลักคือ CeFi (Centralized Finance หรือระบบการเงินแบบรวมศูนย์) และ DeFi (Decentralized Finance หรือระบบการเงินแบบกระจายศูนย์) ซึ่งมีคุณสมบัติ ความเสี่ยง และขั้นตอนการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกลไกการทำงานของทั้งสองระบบ ทบทวนบทเรียนจากการล่มสลายของแพลตฟอร์ม CeFi ชั้นนำในปี 2022 และแนะนำวิธีบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบสำหรับผู้ที่สนใจใช้งานบริการเหล่านี้

การให้ยืมและกู้ยืมคริปโต: ภาพรวมพื้นฐาน

การให้ยืมคริปโต (crypto lending) หมายถึงการนำคริปโตที่คุณถืออยู่ เช่น Bitcoin, Ethereum หรือ Stablecoin ไปฝากไว้บนแพลตฟอร์มให้ยืม โดยแพลตฟอร์มจะนำคริปโตเหล่านี้ไปปล่อยกู้ต่อให้ผู้กู้ และคุณจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยจากการให้ยืมนั้น โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยจะแตกต่างกันไปตามประเภทของคริปโต ระยะเวลาการให้ยืม และความต้องการสภาพคล่องของแพลตฟอร์มในขณะนั้น


ในอีกด้านหนึ่ง การกู้ยืมคริปโต (crypto borrowing) ช่วยให้ผู้กู้เข้าถึงสภาพคล่องได้โดยไม่ต้องขายคริปโตที่ตนถืออยู่ คุณสามารถนำคริปโต เช่น Bitcoin มาวางเป็นหลักประกัน (collateral) แล้วรับเงินกู้เป็น Stablecoin หรือคริปโตประเภทอื่นแทน ตัวอย่างเช่น หากคุณมี Bitcoin อยู่ 1 BTC แต่ต้องการเงินสดใช้จ่าย คุณสามารถนำ Bitcoin นั้นไปวางเป็นหลักประกัน แล้วกู้ยืม USDC ออกมาได้ โดยไม่จำเป็นต้องขาย Bitcoin ทิ้ง


ระบบการให้ยืมคริปโตทำงานตามหลักอุปสงค์และอุปทาน เมื่อมีความต้องการกู้ยืมคริปโตมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็มักจะปรับสูงขึ้นตาม ซึ่งจูงใจให้ผู้ที่มีคริปโตนำมาให้ยืมมากขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อมีคริปโตในระบบมากเกินความต้องการกู้ยืม อัตราดอกเบี้ยก็จะลดลง กลไกนี้ช่วยปรับสมดุลระหว่างผู้ให้ยืมและผู้กู้ในตลาดโดยอัตโนมัติ

⚠️ ข้อควรระวัง: การให้ยืมคริปโตไม่ใช่บริการที่ปลอดภัย 100% แพลตฟอร์มอาจประสบปัญหาทางเทคนิคหรือขาดความมั่นคงทางการเงินได้ จึงควรให้ยืมเฉพาะคริปโตในจำนวนที่คุณยอมรับความเสี่ยงในการสูญเสียได้

CeFi และ DeFi: ความแตกต่างพื้นฐาน

CeFi (Centralized Finance) คือแพลตฟอร์มการให้ยืมคริปโตที่บริหารจัดการโดยบริษัทหรือองค์กรที่เป็นศูนย์กลาง ตัวอย่างในอดีตที่รู้จักกันดี ได้แก่ Celsius Network, Voyager Digital และ BlockFi (ซึ่งทั้งหมดได้ยื่นล้มละลายไปแล้วในปี 2022) ในระบบ CeFi คุณต้องมอบความไว้วางใจให้บริษัทเป็นผู้เก็บรักษาคริปโตของคุณ บริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารเงิน การปล่อยกู้ และการชำระเงิน แลกกับความสะดวกสบายที่ได้จากอินเทอร์เฟซใช้งานง่าย เช่น แอปพลิเคชันมือถือหรือเว็บไซต์


DeFi (Decentralized Finance) ในทางตรงกันข้าม เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานผ่านสมาร์ทคอนแทรกต์บนบล็อกเชน โดยไม่มีบริษัทหรือองค์กรกลางเข้ามาควบคุม แทนที่จะมอบความไว้วางใจให้บริษัท คุณต้องมอบความไว้วางใจให้กับโค้ดของสมาร์ทคอนแทรกต์ ซึ่งจะดำเนินธุรกรรมโดยอัตโนมัติตามกฎที่เขียนไว้ ตัวอย่างแพลตฟอร์ม DeFi ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Aave, Compound และ Curve


ความแตกต่างสำคัญอีกประการหนึ่งคือการควบคุมสินทรัพย์ ในระบบ CeFi บริษัทเป็นผู้ถือครองคริปโตของคุณ ซึ่งหมายความว่าหากบริษัทประสบปัญหาทางการเงิน ถูกโจมตีทางไซเบอร์ หรือล้มละลาย คริปโตของคุณอาจสูญหายหรือถูกอายัดได้ ในระบบ DeFi คุณยังคงเป็นผู้ถือกุญแจส่วนตัว (private key) ของตัวเองตลอดเวลาที่ยังไม่นำคริปโตไปฝากในสมาร์ทคอนแทรกต์ ทำให้มีอำนาจควบคุมสินทรัพย์โดยตรงมากกว่า


อย่างไรก็ตาม DeFi ก็มีความเสี่ยงด้านเทคนิคของตัวเอง เนื่องจากสมาร์ทคอนแทรกต์มีความซับซ้อน ข้อบกพร่อง (bugs) ในโค้ดอาจนำไปสู่การสูญเสียเงินได้เช่นกัน นอกจากนี้ CeFi มักให้ความสะดวกสบายมากกว่าในแง่การใช้งาน เพราะผู้ใช้สามารถขอคำแนะนำจากทีมสนับสนุนได้โดยตรง และไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการกุญแจส่วนตัวด้วยตนเอง

💡 เคล็ดลับ: CeFi = ใช้งานง่าย แต่ต้องเชื่อใจบริษัท / DeFi = ต้องเชื่อใจโค้ด แต่คุณควบคุมสินทรัพย์เอง

บทเรียนจากการล่มสลายของแพลตฟอร์ม CeFi ชั้นนำ

ในปี 2022 วงการคริปโตต้องเผชิญกับเหตุการณ์สั่นสะเทือนหลายครั้ง เมื่อแพลตฟอร์ม CeFi ชั้นนำหลายแห่งล้มละลายหรือประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง Celsius Network หนึ่งในแพลตฟอร์มให้ยืมคริปโตรายใหญ่ ได้ยื่นคำร้องขอล้มละลายในเดือนกรกฎาคม 2022 ปัญหาหลักส่วนหนึ่งมาจากการที่ Celsius มีความเสี่ยงเชื่อมโยงกับ Three Arrows Capital (3AC) ซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์คริปโตที่ใช้เลเวอเรจสูงเกินไป จนขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงเมื่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลงแรงในปีนั้น


Voyager Digital ก็ประสบปัญหาในลักษณะใกล้เคียงกัน โดยมีความเชื่อมโยงกับ 3AC เช่นกัน และยื่นล้มละลายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ส่วน BlockFi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มให้ยืมอีกแห่งหนึ่ง ก็ประสบปัญหาสภาพคล่องต่อเนื่องตลอดปี และท้ายที่สุดต้องยื่นคำร้องขอล้มละลายในช่วงปลายปี 2022 เช่นกัน แพลตฟอร์มเหล่านี้ล้วนมีจุดร่วมคือการบริหารความเสี่ยงที่ไม่รัดกุมเพียงพอ และขาดความโปร่งใสต่อผู้ใช้งาน


บทเรียนสำคัญจากการล้มละลายเหล่านี้คือ การกระจุกตัวความเสี่ยงไว้ที่คู่สัญญาเพียงไม่กี่รายสามารถสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับทั้งระบบ อีกประเด็นหนึ่งคือความไม่โปร่งใสในเรื่องการนำเงินฝากของผู้ใช้ไปลงทุนต่อและบริหารความเสี่ยง ผู้ใช้จำนวนมากไม่ทราบว่าแพลตฟอร์มนำเงินของตนไปทำอะไรบ้างจนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ดังนั้น เมื่อเลือกแพลตฟอร์มให้ยืมคริปโต ผู้ใช้ควรมองหาแพลตฟอร์มที่มีความโปร่งใส และพยายามทำความเข้าใจว่าแพลตฟอร์มนำเงินของคุณไปใช้อย่างไร

⚠️ ข้อควรระวัง: การให้ยืมคริปโตผ่านแพลตฟอร์ม CeFi มีความเสี่ยงที่แพลตฟอร์มอาจล้มละลายหรือบริหารผิดพลาดได้เสมอ ไม่ใช่การลงทุนที่ปลอดภัย 100%

กลไกหลักประกัน (Collateral) และการบังคับขายทรัพย์สิน (Liquidation)

ในการกู้ยืมคริปโต คุณจะต้องวางหลักประกัน (collateral) ซึ่งเป็นคริปโตที่คุณมอบไว้เพื่อค้ำประกันเงินกู้ ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการกู้ยืม 10,000 USDC โดยวาง 2 BTC เป็นหลักประกัน แพลตฟอร์มจะเก็บ Bitcoin จำนวน 2 BTC นั้นไว้จนกว่าคุณจะชำระหนี้ 10,000 USDC ครบถ้วน หากคุณไม่ชำระหนี้ตามกำหนด แพลตฟอร์มมีสิทธิ์ขาย Bitcoin ของคุณเพื่อนำเงินไปคืนให้ผู้ให้ยืม


ก่อนอนุมัติเงินกู้ แพลตฟอร์มจะคำนวณ LTV (Loan-to-Value) หรืออัตราส่วนมูลค่าเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน ตัวอย่างเช่น หากแพลตฟอร์มกำหนด LTV สูงสุดที่ 50% และคุณวาง Bitcoin มูลค่า 20,000 ดอลลาร์เป็นหลักประกัน คุณจะสามารถกู้ยืมได้สูงสุดเพียง 10,000 ดอลลาร์เท่านั้น โครงสร้างเช่นนี้เรียกว่า over-collateralization คือการวางหลักประกันที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินกู้ที่ได้รับ ซึ่งช่วยปกป้องผู้ให้ยืมจากความผันผวนของราคาคริปโต


Liquidation หรือการบังคับขายหลักประกัน จะเกิดขึ้นเมื่อราคาคริปโตที่ใช้ค้ำประกันปรับตัวลดลงจนทำให้ LTV เพิ่มสูงขึ้นเกินเกณฑ์ที่กำหนด (liquidation threshold) เมื่อราคาลงถึงจุดที่เรียกว่า liquidation price ระบบจะขายหลักประกันของคุณโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ให้ยืมขาดทุน สถานการณ์นี้สร้างความเสียหายให้ผู้กู้อย่างมาก เพราะแม้จะยังต้องรับผิดชอบภาระหนี้ แต่กลับสูญเสียหลักประกันไปโดยไม่สามารถควบคุมจังหวะได้เอง


อัตราดอกเบี้ยของเงินกู้มักปรับสูงขึ้นตามระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกัน คริปโตที่มีความผันผวนสูง เช่น altcoin ที่มีมูลค่าตลาดน้อย มักได้รับอัตรา LTV ที่ต่ำกว่าและมีต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่า ในขณะที่ Bitcoin และ Ethereum ซึ่งมีสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือมากกว่า มักได้รับอัตรา LTV ที่สูงกว่าและดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า

💡 สำคัญ: ก่อนกู้ยืมคริปโต ต้องเข้าใจ LTV, liquidation price และวิธีติดตามสถานะเงินกู้ (position) ของคุณอยู่เสมอ

อัตราดอกเบี้ยและปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

อัตราดอกเบี้ยในแพลตฟอร์มให้ยืมคริปโตถูกกำหนดโดยหลายปัจจัย ปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุดคือ utilization rate หรืออัตราการใช้เงินทุน (สัดส่วนของคริปโตที่ถูกปล่อยกู้ไปแล้ว เทียบกับเงินทุนทั้งหมดในระบบ) ตัวอย่างเช่น หากแพลตฟอร์มมีเงินฝาก 1,000,000 USDC แต่มีการปล่อยกู้ไปเพียง 500,000 USDC หมายความว่ายังมีสภาพคล่องเหลืออยู่มาก อัตราดอกเบี้ยในกรณีนี้มักจะต่ำเพื่อจูงใจให้มีการกู้ยืมมากขึ้น แต่หากมีการปล่อยกู้ไปแล้วถึง 900,000 USDC สภาพคล่องที่เหลือน้อยลงจะทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น เพื่อจูงใจให้ผู้ให้ยืมนำเงินเข้ามาในระบบมากขึ้น


ประเภทของคริปโตก็มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยเช่นกัน Stablecoin อย่าง USDC หรือ USDT มักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า เพราะมีความผันผวนของราคาต่ำ ส่วน Bitcoin และ Ethereum มักมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเล็กน้อยเนื่องจากความผันผวนที่มากกว่า ขณะที่ altcoin อื่น ๆ อาจมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่านั้นอีก ควบคู่ไปกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย


ความต้องการของตลาดก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจของคริปโต เมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น (bull market) ความต้องการกู้ยืมมักเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นตาม ในทางกลับกัน เมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาลง (bear market) ความต้องการกู้ยืมมักลดลง อัตราดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจมหภาค เช่น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในระบบการเงินดั้งเดิม ก็อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดคริปโตได้เช่นกัน

💡 ข้อสังเกต: อัตราดอกเบี้ยที่สูงผิดปกติในแพลตฟอร์มให้ยืมคริปโต มักสะท้อนถึงความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย ควรศึกษาที่มาของผลตอบแทนให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

ความเสี่ยงด้านเทคนิค: สมาร์ทคอนแทรกต์และ Oracle

สมาร์ทคอนแทรกต์คือโปรแกรมที่ทำงานอยู่บนบล็อกเชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแพลตฟอร์ม DeFi โดยสมาร์ทคอนแทรกต์จะกำหนดกฎเกณฑ์และดำเนินการต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อราคาสินทรัพย์ลดลงถึง liquidation price ระบบจะสั่ง liquidate ตำแหน่งเงินกู้โดยอัตโนมัติทันที ส่วนสำคัญที่สุดของสมาร์ทคอนแทรกต์คือโค้ดโปรแกรม ซึ่งหากมีข้อบกพร่อง (bugs) หรือช่องโหว่ ก็อาจนำไปสู่การสูญเสียเงินของผู้ใช้ได้


ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม DeFi ส่วนใหญ่มักว่าจ้างบริษัทตรวจสอบความปลอดภัย (auditing firm) เพื่อตรวจสอบโค้ดของสมาร์ทคอนแทรกต์ก่อนเปิดใช้งานจริง บริษัทเหล่านี้จะวิเคราะห์โค้ดเพื่อค้นหาช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านการตรวจสอบแล้ว ก็ยังอาจมีข้อบกพร่องที่ตรวจไม่พบหลงเหลืออยู่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีแพลตฟอร์ม DeFi ใดที่ปลอดภัย 100%


Oracle เป็นอีกจุดที่มีความเสี่ยงในระบบ DeFi โดย Oracle คือบริการที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลราคาคริปโตจากภายนอกเข้าสู่สมาร์ทคอนแทรกต์ สมาร์ทคอนแทรกต์จำเป็นต้องรู้ราคาปัจจุบันของ Bitcoin, Ethereum และสินทรัพย์อื่น ๆ เพื่อใช้ตัดสินใจว่าจะสั่ง liquidate หรือไม่ หากข้อมูลราคาที่ได้รับจาก Oracle ไม่ถูกต้องหรือถูกบิดเบือน สมาร์ทคอนแทรกต์ก็อาจตัดสินใจผิดพลาดตามไปด้วย ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ที่เรียกว่า oracle manipulation หรือการโจมตีที่ทำให้ระบบ Oracle รายงานราคาที่ผิดเพี้ยนไปจากราคาตลาดจริง


อีกรูปแบบการโจมตีหนึ่งที่พบได้ในวงการ DeFi คือ flash loan attack ซึ่งผู้โจมตีจะกู้ยืมคริปโตจำนวนมากภายในธุรกรรมเดียว นำไปใช้บิดเบือนราคาสินทรัพย์ในตลาดชั่วคราว แล้วคืนเงินกู้ทั้งหมดภายในธุรกรรมเดียวกันนั้นเอง เนื่องจากขั้นตอนทั้งหมดเกิดขึ้นในธุรกรรมเดียว ผู้โจมตีจึงสามารถทำได้โดยแทบไม่ต้องใช้เงินทุนของตัวเองเลย

⚠️ ความเสี่ยง: DeFi ไม่ได้ปลอดภัย 100% แม้แพลตฟอร์มจะผ่านการตรวจสอบจากบริษัท audit ที่มีชื่อเสียงแล้วก็ตาม ก็ยังอาจมีช่องโหว่ที่ซ่อนอยู่ได้

แพลตฟอร์ม DeFi Lending ที่ได้รับความนิยม

Aave เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม DeFi lending ที่ใหญ่ที่สุดและเปิดให้บริการมายาวนานที่สุดรายหนึ่ง ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากบริษัท audit หลายครั้ง และมีโครงสร้างบริหารความเสี่ยงที่ค่อนข้างเข้มงวด Aave ใช้ระบบปรับพารามิเตอร์ความเสี่ยง เช่น อัตรา LTV ให้สอดคล้องกับสภาพตลาด และมีระบบ governance ที่ให้ผู้ถือโทเค็น AAVE สามารถเสนอและโหวตการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโปรโตคอลได้


Compound เป็นแพลตฟอร์ม DeFi lending อีกแห่งที่มีชื่อเสียงและเปิดให้บริการมานาน โดยใช้โมเดลการให้ยืมที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมเต็มรูปแบบ ซึ่งคำนวณอัตราดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติตามอุปสงค์อุปทานในตลาด ผู้ถือโทเค็น COMP สามารถเข้าร่วมกระบวนการ governance ของแพลตฟอร์มได้เช่นเดียวกับ Aave


Curve เดิมเป็นที่รู้จักในฐานะแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน (AMM) ที่เน้น Stablecoin และสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำเป็นหลัก ต่อมาได้ขยายบริการมาสู่ตลาดให้ยืมผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง crvUSD และ Curve Lend ซึ่งยังคงเน้นความเสี่ยงต่ำเป็นจุดขาย ทำให้อัตราดอกเบี้ยของ Stablecoin บนแพลตฟอร์มนี้ค่อนข้างเสถียรเมื่อเทียบกับ Aave หรือ Compound


นอกจากสามแพลตฟอร์มนี้ ยังมีแพลตฟอร์ม DeFi lending อื่น ๆ อีกจำนวนมาก แต่ละแพลตฟอร์มมีอัลกอริทึม ระดับความเสี่ยง และความสะดวกในการใช้งานที่แตกต่างกันไป ก่อนเลือกใช้แพลตฟอร์มใด ควรศึกษาว่าแพลตฟอร์มนั้นให้บริการอะไรบ้าง มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อกไว้ในระบบ (Total Value Locked หรือ TVL) มากน้อยเพียงใด และแพลตฟอร์มเคยประสบปัญหาด้านเทคนิคหรือความปลอดภัยมาก่อนหรือไม่

💡 ข้อแนะนำ: ก่อนใช้งานแพลตฟอร์ม DeFi lending ใด ๆ ควรตรวจสอบประวัติการ audit อายุของโปรโตคอล และขนาด TVL เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือเบื้องต้น

วิธีบริหารความเสี่ยง และการเลือกแพลตฟอร์มอย่างรอบคอบ

สิ่งสำคัญที่สุดในการใช้งานแพลตฟอร์มให้ยืมคริปโตคือการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม หลักการทั่วไปคือ อย่าให้ยืมมากกว่าจำนวนที่คุณยอมรับได้หากต้องสูญเสียทั้งหมด เพราะหากแพลตฟอร์มล้มละลาย มีความเป็นไปได้ที่คุณจะไม่ได้เงินคืนเลย จึงควรนำไปให้ยืมเฉพาะสัดส่วนเล็กน้อยของพอร์ตการลงทุน (portfolio) ของคุณเท่านั้น


การกระจายความเสี่ยง (diversification) เป็นกลยุทธ์สำคัญอีกประการหนึ่ง แทนที่จะนำคริปโตทั้งหมดไปให้ยืมกับแพลตฟอร์มเดียว ควรแบ่งเงินออกไปหลายแพลตฟอร์ม เช่น แบ่ง Stablecoin ส่วนหนึ่งไปที่ Aave อีกส่วนไปที่ Curve และอีกส่วนไปที่ Compound หรือกระจายไปยังบล็อกเชนที่แตกต่างกัน หากแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งประสบปัญหา ก็จะไม่กระทบเงินทั้งหมดของคุณในคราวเดียว


ควรติดตามสถานะเงินกู้ของคุณอย่างสม่ำเสมอ โดยตรวจสอบ liquidation price อยู่เป็นระยะ และเฝ้าดูว่าราคา Bitcoin หรือ altcoin ที่คุณใช้เป็นหลักประกันเข้าใกล้ระดับนั้นหรือไม่ หากเห็นว่าราคาเริ่มเข้าใกล้ liquidation price อาจจำเป็นต้องเพิ่มหลักประกัน (add collateral) หรือชำระหนี้บางส่วนล่วงหน้า ด้วยเหตุนี้ผู้ใช้จำนวนมากจึงใช้เครื่องมือติดตามตำแหน่งเงินกู้ (position tracker) เพื่อรับการแจ้งเตือนล่วงหน้า


นอกจากนี้ ควรเลือกแพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการมานาน ผ่านการตรวจสอบจากบริษัท audit ที่น่าเชื่อถือ และมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก ลองพิจารณาสถิติ TVL (Total Value Locked) ของแพลตฟอร์มประกอบด้วย โดยทั่วไป TVL ที่สูงมักสะท้อนถึงความไว้วางใจจากชุมชนผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม TVL ที่สูงไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าแพลตฟอร์มนั้นปลอดภัย 100% เสมอไป

💡 เคล็ดลับสำคัญ: 1) ให้ยืมเฉพาะเงินที่ยอมรับความเสี่ยงในการสูญเสียได้ 2) กระจายความเสี่ยงไปหลายแพลตฟอร์ม 3) ติดตาม liquidation price อย่างสม่ำเสมอ 4) เลือกแพลตฟอร์มที่มีประวัติน่าเชื่อถือ

อนาคตของการให้ยืมคริปโต และมุมมองด้านกฎระเบียบ

ตลาดการให้ยืมคริปโตยังถือเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหม่ แต่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในอนาคตมีแนวโน้มว่าระบบ DeFi จะมีความปลอดภัยและความเสถียรมากขึ้น ตามการพัฒนาของเทคโนโลยีบล็อกเชนและมาตรฐานการตรวจสอบสมาร์ทคอนแทรกต์ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ


กฎระเบียบเป็นอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ทั้งไทยและหลายประเทศทั่วโลกกำลังพิจารณาแนวทางกำกับดูแลธุรกิจให้ยืมคริปโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจรวมถึงข้อกำหนดเรื่องการจดทะเบียน การรายงานข้อมูล และมาตรการป้องกันการฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม กรอบกฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับการให้ยืมคริปโตในประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ผู้ที่สนใจใช้บริการจึงควรติดตามประกาศจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้บริการของตนเป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่


แม้ CeFi จะเคยประสบความล้มเหลวครั้งใหญ่มาแล้ว แต่ทั้งอุตสาหกรรม DeFi และ CeFi ก็สามารถเรียนรู้บทเรียนจากข้อบกพร่องเหล่านั้นได้ ในอนาคตอาจมีการพัฒนาระบบที่สร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยทางเทคนิค ความสะดวกในการใช้งาน และเสถียรภาพของตลาดได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง DeFi และระบบการเงินดั้งเดิม (TradFi) ก็อาจเปิดโอกาสใหม่ ๆ ที่น่าจับตามองต่อไปในระยะยาว

💡 มองไปข้างหน้า: การให้ยืมคริปโตมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่กฎระเบียบและความปลอดภัยทางเทคนิคจะยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าฉันให้ยืมคริปโตกับแพลตฟอร์ม CeFi แล้วแพลตฟอร์มนั้นล้มละลาย ฉันจะได้เงินคืนหรือไม่?
ในกรณีส่วนใหญ่ โอกาสที่จะได้เงินคืนครบถ้วนนั้นค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มล้มละลายอย่างรุนแรง เช่นกรณีของ Celsius Network และ Voyager Digital ในปี 2022 เจ้าหนี้ (รวมถึงผู้ให้ยืม) มักต้องรอกระบวนการทางกฎหมายเป็นเวลานาน เพื่อดูว่าผู้บริหารจัดการทรัพย์สินในคดีล้มละลายจะสามารถนำทรัพย์สินที่เหลือของแพลตฟอร์มมาชำระคืนให้ได้เท่าใด หลังจากจัดลำดับการชำระหนี้ตามกฎหมาย ในหลายกรณี ผู้ให้ยืมได้รับเงินคืนเพียงบางส่วนของมูลค่าที่ให้ยืมไปเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรนำคริปโตทั้งหมดที่มีไปให้ยืมในที่เดียว
ความแตกต่างหลักระหว่าง fixed rate และ variable rate ในการให้ยืมคริปโตคืออะไร?
Fixed rate (อัตราดอกเบี้ยคงที่) หมายความว่าอัตราดอกเบี้ยของคุณจะคงที่ตลอดระยะเวลาที่ตกลงไว้ แม้ตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม ซึ่งช่วยให้วางแผนได้ง่ายขึ้น แต่โดยทั่วไปอัตรา fixed มักตั้งไว้สูงกว่า variable rate ในช่วงเริ่มต้น ส่วน Variable rate (อัตราดอกเบี้ยลอยตัว) จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดและ utilization rate ของแพลตฟอร์ม อัตรานี้อาจต่ำกว่า fixed rate ในตอนแรก แต่หากความต้องการกู้ยืมในตลาดเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยของคุณก็อาจปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้เช่นกัน
สามารถกู้ยืมคริปโตหลายประเภทพร้อมกันได้หรือไม่?
ได้ หลายแพลตฟอร์มอนุญาตให้คุณวางหลักประกันเป็น Bitcoin แล้วกู้ยืมได้ทั้ง USDC, Ethereum หรือ altcoin อื่น ๆ พร้อมกันในบัญชีเดียว อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า LTV ของคุณจะคำนวณจากมูลค่ารวมของหลักประกันทั้งหมดเทียบกับมูลค่าเงินกู้ทั้งหมด ไม่ใช่คำนวณแยกเป็นรายการ ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องติดตามสถานะเงินกู้โดยรวมของคุณอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่ดูหลักประกันหรือเงินกู้เพียงรายการเดียว
จะคำนวณหรือดู liquidation price ของตำแหน่งเงินกู้ได้อย่างไร?
แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะแสดง liquidation price ให้เห็นในแดชบอร์ดของบัญชีคุณโดยตรงอยู่แล้ว ซึ่งเป็นราคาที่หากหลักประกันของคุณร่วงลงมาถึงระดับนั้น ระบบจะสั่ง liquidate โดยอัตโนมัติ หากไม่พบข้อมูลนี้อย่างชัดเจน โดยหลักการทั่วไปสามารถประมาณได้จากสูตร liquidation price ≈ มูลค่าเงินกู้ ÷ (จำนวนหลักประกัน × อัตรา LTV ของ liquidation threshold) ตัวอย่างเช่น หากคุณกู้ยืม 10,000 ดอลลาร์ โดยวาง 1 BTC เป็นหลักประกัน และ liquidation threshold อยู่ที่ 50% ราคา liquidation โดยประมาณจะอยู่ที่ 20,000 ดอลลาร์ต่อ BTC ทั้งนี้สูตรและเกณฑ์ที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละแพลตฟอร์ม จึงควรตรวจสอบรายละเอียดกับแพลตฟอร์มที่ใช้งานจริงเสมอ

ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด

รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th

ดูบทความทั้งหมด

สรุป

การให้ยืมและกู้ยืมคริปโตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีศักยภาพ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม การเลือกระหว่าง CeFi และ DeFi ควรพิจารณาจากความต้องการใช้งาน ความสะดวกที่ต้องการ และระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ บทเรียนจากการล่มสลายของแพลตฟอร์ม CeFi หลายแห่งในปี 2022 แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การปกป้องตัวเองด้วยความรู้ความเข้าใจ การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และการไม่นำสินทรัพย์ทั้งหมดออกไปเสี่ยงในที่เดียว ควรเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ เมื่อเข้าใจกลไกและความเสี่ยงอย่างถูกต้องครบถ้วน การให้ยืมและกู้ยืมคริปโตก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุน

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน