Ledger Nano S Plus

Ledger Flex เป็นฮาร์ดแวร์วอลเลตรุ่นใหม่ที่ออกมาในเดือนกรกฎาคม 2024 ด้วยราคาประมาณ US$249 ซึ่งอยู่ระหว่าง Nano X (ประมาณ US$149) กับ Stax (ประมาณ US$399) ฮาร์ดแวร์ตัวนี้นำเสนอจุดสมดุลที่ดีระหว่างราคา ฟีเจอร์ และความสะดวกในการใช้งาน โดยมีจอสัมผัส E-Ink ขนาด 2.84 นิ้ว การเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth, USB-C และ NFC ตลอดจนเทคโนโลยี Secure Element ที่ Ledger ใช้ป้องกันกุญแจส่วนตัวของผู้ใช้ บริษัท Ledger ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2014 ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้ขายอุปกรณ์ได้มากกว่า 7 ล้านเครื่องแล้ว และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีกรณีที่พิสูจน์ได้ว่ากุญแจส่วนตัวถูกดึงออกจากอุปกรณ์ Ledger ได้ ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกไปที่คุณสมบัติ สเปค ข้อดีและข้อเสีย รวมถึงการเปรียบเทียบกับรุ่นอื่น ๆ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด

Ledger Flex คืออะไร และตำแหน่งในตลาด

Ledger Flex เป็นฮาร์ดแวร์วอลเลตที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างราคาที่เข้าถึงได้กับฟีเจอร์ขั้นสูง ในขณะที่ Nano X ใช้จอขนาดเล็กแบบ 128×64 พิกเซล Flex กลับมาพร้อมจอสัมผัส E-Ink ขนาด 2.84 นิ้ว ที่ให้ประสบการณ์การใช้งานดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ยังคงราคาถูกกว่ารุ่น Stax ที่มีจอขนาด 3.7 นิ้วและราคาสูงกว่ามาก


อุปกรณ์นี้มาพร้อมชิป Secure Element ที่ได้รับการรับรอง และระบบปฏิบัติการเฉพาะของ Ledger ที่เรียกว่า BOLOS ซึ่งให้ระดับความปลอดภัยเดียวกันกับฮาร์ดแวร์วอลเลตรุ่นอื่นของ Ledger ทุกรุ่น Flex รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth และ USB-C ทำให้ใช้งานร่วมกับทั้งสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ได้สะดวก นอกจากนี้ยังมี NFC สำหรับการโต้ตอบระยะใกล้ ทั้งหมดนี้ทำให้ Flex เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการอัปเกรดจาก Nano X โดยไม่ต้องจ่ายในราคาระดับ Stax แม้จะไม่มีแบตเตอรี่ในตัว แต่ระดับความปลอดภัยของ Flex ก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

Flex คือตัวเลือกกลางที่ดีสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ E-Ink โดยไม่ต้องจ่ายราคา Stax

สเปคและคุณสมบัติหลัก

Ledger Flex ติดตั้งชิป Secure Element ที่ได้รับการรับรอง ซึ่งเป็นชิปด้านความปลอดภัยตัวเดียวกับที่ใช้ในอุปกรณ์ Ledger ทุกรุ่น ระบบปฏิบัติการ BOLOS ของ Ledger กำหนดวิธีการทำงานของอุปกรณ์เพื่อให้มั่นใจว่ากุญแจส่วนตัวของคุณจะไม่มีวันออกจากตัวชิป


อุปกรณ์ใช้วลีกู้คืน (recovery phrase) แบบมาตรฐาน BIP39 ความยาว 24 คำ ในการสร้างและจัดการกุญแจ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการฮาร์ดแวร์วอลเลต Flex รองรับสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่า 5,500 รายการ และสามารถติดตั้งแอปพลิเคชันได้หลายตัวเพื่อรองรับเหรียญและโทเคนที่หลากหลาย


ด้านการเชื่อมต่อ อุปกรณ์นี้ออกแบบมาเพื่อความสะดวก: USB-C สำหรับชาร์จไฟและถ่ายโอนข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ Bluetooth สำหรับเชื่อมต่อไร้สายกับสมาร์ทโฟน และ NFC สำหรับการโต้ตอบระยะใกล้ ตัวเครื่องไม่มีแบตเตอรี่ในตัว จึงต้องเสียบเข้ากับพอร์ต USB เพื่อให้มีพลังงานใช้งาน

จอสัมผัส E-Ink ขนาด 2.84 นิ้ว

หนึ่งในการปรับปรุงที่สำคัญของ Flex คือจอสัมผัส E-Ink ขนาด 2.84 นิ้ว ซึ่งให้ความสะดวกมากขึ้นเมื่อเทียบกับจอขนาด 128×64 พิกเซลของ Nano X และ Nano S Plus เทคโนโลยี E-Ink นี้อ่านง่ายแม้ในที่มีแสงแดดจ้า ใช้พลังงานต่ำ และสามารถแสดงข้อมูลได้หลายบรรทัดในหน้าจอเดียว


จอนี้ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบรายละเอียดของธุรกรรมได้อย่างชัดเจน ทั้งที่อยู่ผู้รับและจำนวนเงินที่กำลังส่ง การรองรับการสัมผัสยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เพราะไม่ต้องกดปุ่มเล็ก ๆ เพื่อนำทางเมนูอีกต่อไป เพียงแตะไปยังสิ่งที่ต้องการได้โดยตรง


การออกแบบจอนี้ยังช่วยให้การใช้งานร่วมกับ Ledger Live และแอปพลิเคชันของบุคคลที่สาม เช่น MetaMask เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น เนื่องจากอุปกรณ์สามารถแสดงข้อมูลได้มากขึ้นและโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จอ 2.84 นิ้วของ Flex ยังเล็กกว่าจอโค้ง 3.7 นิ้วของ Stax อยู่พอสมควร

จอ E-Ink ขนาด 2.84 นิ้วของ Flex ให้ประสบการณ์ที่ชัดเจนกว่า Nano X มากแต่ไม่กว้างเท่า Stax

ความปลอดภัย: Secure Element และ BOLOS

ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของ Ledger Flex เช่นเดียวกับอุปกรณ์ Ledger ทุกรุ่น ชิป Secure Element เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของ Ledger และถูกปิดผนึกไม่ให้เข้าถึงได้จากภายนอก กุญแจส่วนตัวของคุณจะถูกสร้างและจัดเก็บอยู่ภายในชิปนี้เท่านั้น


ระบบปฏิบัติการ BOLOS ของ Ledger ควบคุมวิธีการทำงานของอุปกรณ์ โดยถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้กุญแจส่วนตัวออกจากตัวเครื่องได้เลย เมื่อคุณลงนามธุรกรรม อุปกรณ์จะทำการลงนามภายในตัวชิปและส่งกลับมาเฉพาะลายเซ็นเท่านั้น ไม่ใช่ตัวกุญแจ


Ledger Donjon คือทีมวิจัยด้านความปลอดภัยภายในของ Ledger ที่คอยตรวจสอบจุดอ่อนและทำการเพนเทสต์อุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีกรณีที่พิสูจน์ได้ว่ากุญแจส่วนตัวถูกดึงออกจากอุปกรณ์ Ledger ระหว่างการใช้งานตามปกติ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ทุกชนิด คุณควรซื้อจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Ledger เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอุปกรณ์ที่ถูกดัดแปลง

ตัวเลือกการเชื่อมต่อ: NFC, Bluetooth, USB-C

Flex มีตัวเลือกการเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น ซึ่งสำคัญสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความสะดวก Bluetooth ช่วยให้คุณเชื่อมต่ออุปกรณ์กับสมาร์ทโฟน (iPhone หรือ Android) เพื่อลงนามและทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องเสียบสายเข้ากับคอมพิวเตอร์


USB-C ใช้สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ และยังใช้สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ด้วย เนื่องจาก Flex ไม่มีแบตเตอรี่ในตัว จึงต้องเชื่อมต่อ USB-C เพื่อใช้งาน ส่วน NFC เป็นฟีเจอร์ใหม่ในรุ่น Flex ที่ช่วยให้โต้ตอบกับอุปกรณ์อื่นในระยะใกล้ได้ แม้ปัจจุบันการใช้งาน NFC บนอุปกรณ์ Ledger จะยังมีจำกัด แต่ก็เป็นพื้นฐานที่มีประโยชน์สำหรับการต่อยอดในอนาคต


การรวมตัวเลือกการเชื่อมต่อทั้งสามแบบนี้ทำให้ Flex มีความอเนกประสงค์มากกว่า Nano X ซึ่งมีเพียง Bluetooth และ Nano S Plus ซึ่งไม่มี Bluetooth เลย นับเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงความต้องการใช้งานจริงของผู้ใช้ทั้งบนเดสก์ท็อปและมือถือ

Ledger Live และระบบนิเวศของแอปพลิเคชัน

Ledger Live เป็นแอปพลิเคชันที่มาพร้อมกับ Flex สำหรับ Windows, macOS, Linux, iOS และ Android ช่วยให้คุณสามารถจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลของคุณได้ ผ่านแอปนี้ คุณสามารถตรวจสอบยอดคงเหลือ ส่งและรับโทเคน ตรวจสอบประวัติธุรกรรม และจัดการแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์ได้


Ledger Live รองรับการซื้อและแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ผ่านผู้ให้บริการบุคคลที่สาม ทำให้คุณสามารถซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลหรือแลกเปลี่ยนระหว่างโทเคนต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังรองรับการสเตค (staking) เพื่อรับผลตอบแทนสำหรับสินทรัพย์ที่รองรับ เช่น Ethereum (ETH), Solana (SOL), Polkadot (DOT) และ Cosmos (ATOM) โดยที่คุณยังคงถือครองกุญแจของตัวเองอยู่เสมอ นอกจากนี้ Ledger Live ยังใช้ดูและจัดการ NFT บนเครือข่าย Ethereum และ Polygon ได้อีกด้วย


คุณยังสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ Flex กับแอปพลิเคชันของบุคคลที่สาม เช่น MetaMask และใช้ Flex ลงนามในธุรกรรมแทนการเปิดเผยคีย์ส่วนตัวโดยตรง นี่คือข้อดีที่สำคัญ: กุญแจส่วนตัวของคุณจะไม่มีวันออกจากอุปกรณ์ แม้ว่าคุณจะใช้งานผ่านแอปพลิเคชันอื่นก็ตาม

ข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีของ Flex: ราคาที่เข้าถึงได้ประมาณ US$249 ทำให้เข้าถึงฟีเจอร์ระดับสูงได้ในราคาที่ถูกกว่า Stax มาก มีจอสัมผัส E-Ink ที่ให้ประสบการณ์การใช้งานดี มีการเชื่อมต่อไร้สายผ่าน Bluetooth ที่สะดวก รองรับสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่า 5,500 รายการ ผ่านการรับรองด้านความปลอดภัย และเข้ากันได้กับแอปพลิเคชันของบุคคลที่สาม เช่น MetaMask


ข้อเสีย: ไม่มีแบตเตอรี่ในตัว จึงต้องเสียบเข้ากับไฟ USB เพื่อใช้งานเสมอ จอขนาด 2.84 นิ้วของ Flex เล็กกว่าจอ 3.7 นิ้วของ Stax อย่างเห็นได้ชัด บางคนอาจรู้สึกว่าประสบการณ์การสัมผัสไม่นุ่มนวลเท่าจอโค้งของ Stax และแม้ Flex จะมี NFC แต่การใช้งานจริงในปัจจุบันยังมีไม่มากนัก


คุณควรพิจารณาว่าต้องการความสะดวกของการเชื่อมต่อไร้สายตลอดเวลาหรือไม่ หรือยินดีเสียบสายไฟเมื่อใช้งาน นี่คือจุดที่ควรชั่งน้ำหนักให้ดีก่อนตัดสินใจ ทางเลือกที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานเฉพาะของแต่ละคน

Flex เทียบกับ Stax

ทั้ง Flex และ Stax มีจอสัมผัส E-Ink เหมือนกัน แต่ความแตกต่างระหว่างทั้งสองรุ่นนั้นชัดเจน Stax มีจอโค้งขนาด 3.7 นิ้ว ซึ่งใหญ่กว่าจอ 2.84 นิ้วของ Flex พอสมควร หากคุณต้องการประสบการณ์การสัมผัสที่ดีกว่าและเห็นข้อมูลบนหน้าจอได้มากขึ้นในครั้งเดียว Stax คือตัวเลือกที่เหนือกว่า


Stax ยังรองรับการชาร์จไร้สายแบบ Qi ซึ่ง Flex ไม่มี ทำให้ Stax สะดวกกว่าในเรื่องการชาร์จ อย่างไรก็ตาม ราคาของ Stax อยู่ที่ประมาณ US$399 ซึ่งสูงกว่า Flex (US$249) อยู่มาก


อีกจุดที่แตกต่างคือการออกแบบ: Stax มีดีไซน์แม่เหล็กที่วางซ้อนกันได้ (stackable) ซึ่งช่วยให้คุณวางอุปกรณ์หลายเครื่องซ้อนกันได้ หากคุณต้องการประสบการณ์ E-Ink ที่ดีที่สุดและยินดีจ่ายเพิ่ม Stax คือตัวเลือกที่เหมาะกว่า แต่ถ้าคุณต้องการความสมดุลระหว่างราคาและฟีเจอร์ Flex ก็ตอบโจทย์ได้ดีในราคาที่ประหยัดกว่า

Flex เทียบกับ Nano X และ Nano S Plus

Nano X (ประมาณ US$149) และ Nano S Plus (ประมาณ US$79) ล้วนเป็นตัวเลือกที่ราคาถูกกว่า Flex แต่ก็ขาดคุณสมบัติบางอย่างไป Nano X ไม่มีจอสัมผัส E-Ink แต่มี Bluetooth ในขณะที่ Nano S Plus ไม่มี Bluetooth และใช้ USB-C เพียงอย่างเดียว


จอของทั้ง Nano X และ Nano S Plus เป็นจอขนาดเล็ก 128×64 พิกเซล ทำให้อ่านข้อมูลได้ยากกว่าเนื่องจากมีพื้นที่แสดงผลจำกัด และการนำทางด้วยปุ่มกายภาพก็ทำได้ไม่คล่องตัวนัก ในขณะที่ Flex ใช้จอสัมผัส E-Ink ซึ่งใช้งานง่ายและสะดวกกว่ามาก


หากคุณต้องการฟีเจอร์จอสัมผัส E-Ink พร้อม Bluetooth แต่ไม่อยากจ่ายในราคาระดับ Stax Flex คือตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ถ้าคุณต้องการอุปกรณ์ที่ราคาประหยัดที่สุด Nano S Plus หรือ Nano X ก็ตอบโจทย์ได้เพียงพอแล้ว การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับงบประมาณและฟีเจอร์ที่คุณให้ความสำคัญ

ใครควรซื้อและการซื้อ

Ledger Flex เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างราคา ฟีเจอร์ และความสะดวกในการใช้งาน หากคุณเป็นผู้ถือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องการอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ แต่ไม่อยากจ่ายในราคา US$399 ของ Stax Flex ที่ราคาประมาณ US$249 ถือเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล และหากคุณใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลักในการจัดการสินทรัพย์ และต้องการลงนามธุรกรรมผ่านมือถือ ฟีเจอร์ Bluetooth ของ Flex จะเป็นข้อได้เปรียบ


สำหรับการซื้อ: ควรซื้อ Flex (เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ Ledger ทุกรุ่น) จากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Ledger เท่านั้น การซื้อจากผู้ขายที่ไม่เป็นทางการมีความเสี่ยงที่อุปกรณ์อาจถูกดัดแปลงมาก่อน Ledger Recover เป็นบริการสมัครสมาชิกเสริมที่ให้บริการร่วมกับ Coincover ราคาประมาณ US$9.99 ต่อเดือน ซึ่งแบ่งวลีกู้คืนของคุณออกเป็น 3 ส่วนเก็บไว้กับ 3 บริษัท แต่เป็นบริการที่ต้องเลือกใช้เองเท่านั้น ไม่ได้เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น และผู้ใช้ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ใช้บริการนี้เนื่องจากความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว


Ledger เคยเผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยมาแล้วหลายครั้ง แต่ตัวอุปกรณ์และกุญแจส่วนตัวไม่เคยถูกเจาะระบบเลยสักครั้ง เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจากฟิชชิงหรือช่องโหว่ในไลบรารีที่แอปพลิเคชันของบุคคลที่สามนำไปใช้ ไม่ใช่ตัวฮาร์ดแวร์เอง ดังนั้นควรปกป้องวลีกู้คืน 24 คำของคุณให้ดีเสมือนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินมีค่าชิ้นสำคัญที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

Ledger Flex มีแบตเตอรี่หรือไม่
ไม่ Ledger Flex ไม่มีแบตเตอรี่ในตัว ต่างจาก Nano X ที่มีแบตเตอรี่สำหรับใช้งานแบบไร้สาย Flex ต้องเสียบเข้ากับไฟ USB-C เพื่อใช้งาน ซึ่งเป็นข้อจำกัดหลักด้านการพกพา แต่ก็หมายความว่าคุณไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่เสื่อมสภาพในระยะยาว หากคุณต้องการความพกพาที่แท้จริง Nano X ที่มีแบตเตอรี่ในตัวจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า
กุญแจส่วนตัวของฉันเสี่ยงหรือไม่ ถ้าเชื่อมต่อ Ledger Flex กับอุปกรณ์ที่ต่ออินเทอร์เน็ต
ไม่เสี่ยง Flex ยังคงปลอดภัยแม้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนที่ต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ ความปลอดภัยหลักมาจากชิป Secure Element ที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของ Ledger กุญแจส่วนตัวของคุณจะไม่มีวันออกจากตัวอุปกรณ์นี้เลย แม้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ของคุณจะติดมัลแวร์ Flex ก็ยังอนุญาตให้ทำได้เพียงการลงนามธุรกรรมเท่านั้น ไม่ได้ให้สิทธิ์เข้าถึงกุญแจแก่อุปกรณ์ภายนอกแต่อย่างใด การออกแบบระบบความปลอดภัยแบบหลายชั้นของ Ledger ทำให้ยังคงเป็นหนึ่งในวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการจัดเก็บกุญแจดิจิทัล
Ledger Flex รองรับกี่สินทรัพย์ดิจิทัล
Flex รองรับสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่า 5,500 รายการ ครอบคลุมเหรียญหลักอย่าง Bitcoin, Ethereum, Solana, Polkadot, Cosmos, Ripple, Cardano, Litecoin และโทเคนอีกหลายพันรายการบนบล็อกเชนต่าง ๆ อุปกรณ์สามารถติดตั้งแอปพลิเคชันได้หลายตัว ทำให้คุณเข้าถึงสินทรัพย์ที่ต้องการได้โดยไม่ต้องสลับแอปบ่อย ๆ เว้นแต่คุณจะใช้งานเหรียญที่ค่อนข้างหายาก
ราคา Ledger Flex คืออะไร
Ledger Flex ราคาประมาณ US$249 โปรดทราบว่าราคาอาจเปลี่ยนแปลง คำแนะนำที่สำคัญ: ซื้อเฉพาะจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Ledger (ledger.com) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการถูกดัดแปลงอุปกรณ์ ผู้ขายที่ไม่เป็นทางการอาจส่งมอบอุปกรณ์ที่ถูกดัดแปลงมาแล้ว ซึ่งจะลดประสิทธิภาพความปลอดภัยลงอย่างมาก Flex นั้นราคาถูกกว่า Stax (ประมาณ US$399) แต่แพงกว่า Nano X (ประมาณ US$149)
Ledger Recover คืออะไร และฉันต้องใช้มันหรือไม่
Ledger Recover เป็นบริการสมัครสมาชิกเสริม (ราคาประมาณ US$9.99 ต่อเดือน) ที่เข้ารหัสและแบ่งวลีกู้คืน 24 คำของคุณออกเป็น 3 ส่วน เก็บไว้โดยบริษัท 3 แห่งแยกกัน เป็นอีกวิธีหนึ่งในการกู้คืนสินทรัพย์หากคุณทำอุปกรณ์ Flex สูญหาย อย่างไรก็ตาม บริการนี้ไม่เหมาะกับทุกคน เพราะต้องให้บุคคลภายนอกเข้าถึงส่วนหนึ่งของกุญแจคุณ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว บริการนี้เป็นแบบเลือกใช้เอง (opt-in) เท่านั้น ไม่ได้เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้นแต่อย่างใด หากคุณเก็บวลีกู้คืนของคุณไว้ในที่ปลอดภัยอยู่แล้ว คุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้บริการนี้

ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด

รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th

ดูบทความทั้งหมด

สรุป

Ledger Flex เป็นฮาร์ดแวร์วอลเลตที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างราคาและฟีเจอร์ ด้วยจอสัมผัส E-Ink ขนาด 2.84 นิ้ว ตัวเลือกการเชื่อมต่อที่หลากหลาย และความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง มันคือการอัปเกรดที่มีความหมายจาก Nano X ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า Stax มาก ระบบ Secure Element และ BOLOS ของ Ledger ยังคงให้ระดับความปลอดภัยเดียวกันกับฮาร์ดแวร์วอลเลตรุ่นอื่นทุกรุ่น ข้อควรพิจารณาหลักคือการไม่มีแบตเตอรี่ในตัว ซึ่งหมายความว่าคุณต้องเสียบเข้ากับไฟ USB-C เพื่อใช้งานเสมอ แต่สำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่ใช้งานบนโต๊ะทำงาน หรือพกสายชาร์จติดตัวเวลาเดินทาง เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ที่สำคัญที่สุดคือควรซื้อจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Ledger เท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับอุปกรณ์ที่ไม่ถูกดัดแปลง และควรปกป้องวลีกู้คืน 24 คำของคุณให้ดีเหมือนที่คุณปกป้องเงินสด เพราะมันคือกุญแจหลักของทรัพย์สินทั้งหมดของคุณ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน การเลือก Flex หรือวอลเลตรุ่นอื่นควรขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณเฉพาะของคุณ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน