NFT royalties เป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้สร้างสรรค์ได้รับรายได้ต่อเนื่องจากการขายต่อ (secondary sales) ของผลงานดิจิทัลของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากโลกศิลปะแบบดั้งเดิมที่ศิลปินมักได้รับเงินเพียงครั้งเดียวจากการขายครั้งแรก บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกลไกการทำงานของ royalties ในระดับเทคนิค ที่มาของวิกฤตการบังคับใช้ที่เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรม และแนวทางแก้ไขบนเชนที่กำลังถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหานี้ เมื่อเข้าใจภาพรวมทั้งหมดแล้ว ผู้อ่านจะสามารถมองเห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์ในโลก NFT ได้อย่างรอบด้านมากขึ้น
- NFT Royalties: ความหมายและพื้นฐาน
- สัญญาอัจฉริยะและการเขียนโปรแกรม Royalties
- เศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์และการขายในตลาดรอง
- วิกฤตการบังคับใช้ Royalties
- ผลกระทบต่อผู้สร้างสรรค์และศิลปิน
- วิธีแก้ไขบนเชน (On-Chain Royalty Solutions)
- ความท้าทายในการบังคับใช้ On-Chain
- แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้สร้างสรรค์ในปัจจุบัน
- อนาคตของ NFT Royalties
- คำถามที่พบบ่อย
NFT Royalties: ความหมายและพื้นฐาน
NFT royalties หมายถึงเปอร์เซ็นต์ของราคาขายที่ถูกจ่ายให้ผู้สร้างสรรค์ทุกครั้งที่ NFT ของพวกเขาถูกซื้อขายในตลาดรอง (secondary market) นั่นคือการเปลี่ยนมือครั้งต่อๆ ไปหลังจากการขายครั้งแรก (primary sale) จุดนี้เองที่ทำให้ NFT แตกต่างจากระบบศิลปะแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน เพราะในการขายภาพวาดหรืองานประติมากรรมในโลกจริง ศิลปินมักได้รับเงินเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แม้ในภายหลังผลงานชิ้นนั้นจะถูกขายต่อในราคาที่สูงขึ้นมากเพียงใดก็ตาม ในโลก NFT ผู้สร้างสรรค์มีโอกาสได้รับรายได้ต่อเนื่องจากกิจกรรมการซื้อขายของนักสะสมหลายคนตลอดอายุของผลงานนั้น
แนวคิดเรื่อง royalties นี้เป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญที่ดึงดูดศิลปินและนักสร้างสรรค์จำนวนมากให้เข้าสู่วงการ NFT ในช่วงที่กระแสนี้เริ่มเป็นที่นิยม อย่างไรก็ตาม มีศิลปินไม่มากนักที่ตระหนักตั้งแต่แรกว่ากลไกนี้จะเผชิญปัญหาการบังคับใช้ในเวลาต่อมา และมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฝังอยู่ในตัวระบบตั้งแต่ต้น
การเข้าใจพื้นฐานของ royalties จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่สนใจเศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์ใน NFT ไม่ว่าจะเป็นศิลปินที่กำลังพิจารณาสร้างผลงาน นักสะสมที่ต้องการเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงของการซื้อขาย หรือผู้ที่เพียงต้องการทำความเข้าใจกลไกที่ขับเคลื่อนตลาด NFT อยู่ในปัจจุบัน
สัญญาอัจฉริยะและการเขียนโปรแกรม Royalties
หัวใจของระบบ royalties ใน NFT คือสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) ซึ่งเป็นโค้ดที่ทำงานบนบล็อกเชนโดยอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้รับการตอบสนอง เมื่อ NFT ถูกสร้างขึ้น (mint) ผู้สร้างสรรค์สามารถกำหนดอัตรา royalty เป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย พร้อมทั้งระบุที่อยู่ wallet ที่จะรับเงินไว้ในสัญญาได้ตั้งแต่ต้น
บล็อกเชนมอบความโปร่งใส (transparency) ที่โดดเด่นสำหรับกลไกนี้ ข้อมูล royalty ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในสัญญาและสามารถอ่านได้โดยสาธารณะ นั่นหมายความว่าเมื่อ NFT ถูกนำไปขาย แพลตฟอร์มซื้อขายสามารถดึงข้อมูลอัตรา royalty โดยตรงจากสัญญาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฐานข้อมูลกลางหรือข้อตกลงนอกเชนแต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจนคือ การเขียน royalty ไว้ในสัญญาไม่ได้เท่ากับการบังคับใช้จริงเสมอไป สัญญาสามารถ "ระบุ" ได้ว่าควรมีการจ่าย royalty เท่าใด แต่ในหลายกรณีมันไม่มีกลไกที่จะห้ามการโอนกรรมสิทธิ์ของ NFT ไปยังผู้ที่ไม่จ่ายเงินตามนั้น หากผู้ซื้อสามารถโอน NFT ผ่านช่องทางที่ไม่อ่านหรือไม่บังคับใช้ข้อมูลจากสัญญาเดิม ก็สามารถหลีกเลี่ยงการจ่าย royalty ได้โดยสิ้นเชิง ช่องโหว่เชิงโครงสร้างนี้เองที่เป็นต้นตอของปัญหาจำนวนมากที่จะกล่าวถึงต่อไป
เศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์และการขายในตลาดรอง
ก่อนเจาะลึกถึงปัญหาต่างๆ ควรทำความเข้าใจก่อนว่าเหตุใด royalties จึงมีความสำคัญต่อผู้สร้างสรรค์มากเป็นพิเศษ ศิลปินอิสระจำนวนมากต้องพึ่งพารายได้จากการขายผลงานแต่ละชิ้นเป็นหลัก และแทบไม่มีช่องทางสร้างรายได้แบบพาสซีฟ (passive income) จากงานที่ทำเสร็จไปแล้ว การมี royalties ในระบบ NFT จึงเปิดโอกาสใหม่ให้ศิลปินได้รับผลตอบแทนต่อเนื่องจากผลงานชิ้นเดียวที่สร้างขึ้นเพียงครั้งเดียว
ในระบบดั้งเดิม เมื่อศิลปินขายภาพวาดหรืองานประติมากรรมชิ้นหนึ่งออกไป พวกเขาจะได้รับเงินเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แม้ว่าในภายหลังผลงานนั้นจะถูกขายต่อในราคาที่สูงขึ้นหลายเท่าตัวก็ตาม ศิลปินไม่มีส่วนได้รับประโยชน์จากกำไรส่วนต่างนั้นเลย แต่ในระบบ NFT ข้อเสนอคุณค่า (value proposition) กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ยิ่งผลงาน NFT ชิ้นหนึ่งได้รับความนิยมและมีมูลค่าสูงขึ้นเท่าใด ผู้สร้างสรรค์ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับรายได้มากขึ้นตามไปด้วยในทางทฤษฎี
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้เป็นเพียงภาพในอุดมคติ เพราะในความเป็นจริง นักสะสมบางส่วนมักมองหาวิธีหลีกเลี่ยงการจ่าย royalty หากมีช่องทางให้ทำได้ บางวิธีอาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เช่น การซื้อขายผ่านช่องทางที่ไม่รองรับกลไกนี้ ขณะที่บางวิธีเป็นความพยายามอย่างจงใจเพื่อลดต้นทุนการซื้อขายให้ต่ำที่สุด แรงตึงเครียดระหว่างผลประโยชน์ของผู้สร้างสรรค์และผู้ซื้อขายนี้เองที่กลายเป็นความขัดแย้งหลักซึ่งนำไปสู่วิกฤตการบังคับใช้ royalties ที่เรากำลังเห็นอยู่ในปัจจุบัน
วิกฤตการบังคับใช้ Royalties
ในช่วงต้นของกระแสความนิยม NFT แพลตฟอร์มซื้อขายส่วนใหญ่บังคับใช้ royalties กันอย่างสม่ำเสมอ แพลตฟอร์มรายใหญ่อย่าง OpenSea และ Rarible จะตรวจสอบข้อมูลจากสัญญาของ NFT แต่ละชิ้น แจ้งให้นักสะสมทราบว่าต้องจ่าย royalty เท่าใด และโอนเงินส่วนนั้นให้ผู้สร้างสรรค์โดยอัตโนมัติเมื่อมีการขายเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเมื่อแพลตฟอร์มรายใหม่ โดยเฉพาะ Blur เข้าสู่ตลาดด้วยแนวทางที่เปิดให้นักสะสมสามารถเลือกที่จะไม่จ่าย royalty ได้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อและนักเทรดที่ต้องการลดต้นทุน แต่กลับสร้างความเสี่ยงอย่างมากต่อรายได้ของผู้สร้างสรรค์ เมื่อแพลตฟอร์มลักษณะนี้เริ่มดึงดูดปริมาณการซื้อขายได้มากขึ้น แพลตฟอร์มรายอื่นๆ ก็เริ่มมองว่าหากยังคงบังคับเก็บ royalties อย่างเข้มงวดต่อไป พวกเขาอาจเสี่ยงสูญเสียปริมาณการซื้อขายให้กับคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า
จากแรงกดดันด้านการแข่งขันนี้ แพลตฟอร์มรายใหญ่อย่าง OpenSea จึงทยอยผ่อนคลายความเข้มงวดในการบังคับใช้ royalties โดยเปลี่ยนจากการบังคับเป็นการให้ทางเลือก (opt-in) แทน นั่นหมายความว่าเมื่อมีการขายเกิดขึ้น ผู้ซื้อจะยังเห็นอัตรา royalty ที่ผู้สร้างสรรค์ตั้งไว้ แต่สามารถเลือกจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่า หรือไม่จ่ายเลย และการขายก็ยังคงดำเนินการสำเร็จได้เช่นเดิม
ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกกันในวงกว้างว่า "optional royalties" และได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์ใน NFT ไปอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบต่อผู้สร้างสรรค์และศิลปิน
การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบังคับใช้ royalties ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้สร้างสรรค์ทั่วทั้งวงการ ศิลปินที่เคยคาดหวังรายได้ต่อเนื่องจากการขายต่อ พบว่ารายได้ในส่วนนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อแพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มเปลี่ยน royalties จากภาคบังคับให้เป็นเพียงทางเลือก ผู้สร้างสรรค์จำนวนไม่น้อยรายงานว่ารายได้จากการขายต่อของผลงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ช่วงที่แพลตฟอร์มหลักเริ่มปรับนโยบายดังกล่าว
ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขรายได้เท่านั้น แต่ยังกระทบต่อแรงจูงใจของผู้สร้างสรรค์ที่จะเข้าสู่พื้นที่ NFT ตั้งแต่แรก เมื่อ royalties ไม่ถูกบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ ความแตกต่างระหว่าง NFT กับศิลปะแบบดั้งเดิมในแง่ของโอกาสสร้างรายได้ก็ลดลงตามไปด้วย ผู้สร้างสรรค์บางส่วนจึงเลือกที่จะหันกลับไปให้ความสำคัญกับช่องทางอื่นที่ให้ความรู้สึกมั่นคงกว่า เช่น การขายงานคอมมิชชันโดยตรง หรือแพลตฟอร์มที่มีระบบสัญญาที่บังคับใช้ได้จริงมากกว่า
นอกจากนี้ การขาดความมั่นใจในระบบ royalties ยังอาจลดแรงจูงใจของผู้สร้างสรรค์ในการเปิดผลงานให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น หรือแจกจ่ายเนื้อหาบางส่วนให้ฟรีเพื่อสร้างชุมชน เพราะไม่มั่นใจว่าจะได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ ผู้สร้างสรรค์และโครงการบางส่วนจึงเริ่มหันมากำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นในสัญญาของตนเอง เช่น การจำกัดแพลตฟอร์มที่อนุญาตให้ซื้อขายผลงาน หรือการเลือกใช้เฉพาะแพลตฟอร์มที่ยืนยันว่าจะบังคับใช้ royalties อย่างต่อเนื่อง
วิธีแก้ไขบนเชน (On-Chain Royalty Solutions)
เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการบังคับใช้ royalties ชุมชนนักพัฒนาบล็อกเชนได้เสนอแนวทางแก้ไขหลายรูปแบบ โดยมุ่งเน้นไปที่การออกแบบสัญญาให้ royalties ถูกบังคับใช้ได้จริงในระดับเทคนิค แทนที่จะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละแพลตฟอร์ม
หนึ่งในความพยายามที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ ERC-2981 ซึ่งเป็นมาตรฐานบนเครือข่าย Ethereum ที่กำหนดรูปแบบมาตรฐานสำหรับการระบุข้อมูล royalty ไว้ในสัญญา บนพื้นฐานของมาตรฐานนี้ ผู้สร้างสรรค์สามารถกำหนดอัตรา royalty ไว้ในสัญญาในรูปแบบที่แพลตฟอร์มต่างๆ สามารถอ่านและตีความได้ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า ERC-2981 เป็นเพียงมาตรฐานสำหรับการ "ส่งสัญญาณ" ข้อมูล royalty เท่านั้น ตัวมาตรฐานเองไม่มีกลไกบังคับให้แพลตฟอร์มต้องปฏิบัติตาม การบังคับใช้จริงยังคงขึ้นอยู่กับว่าแพลตฟอร์มนั้นๆ เลือกที่จะเคารพข้อมูลนี้หรือไม่
แนวทางแก้ไขอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความเข้มงวดกว่าคือการออกแบบสัญญา NFT ที่จำกัดการโอนกรรมสิทธิ์โดยตรง กล่าวคือ สัญญาจะไม่อนุญาตให้มีการโอน NFT ไปยังเจ้าของใหม่ เว้นแต่จะมีการชำระ royalty ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนก่อน วิธีนี้ทำให้การขายจะไม่สามารถสำเร็จได้เลย จนกว่าเงื่อนไขเรื่อง royalty จะได้รับการตอบสนอง ซึ่งถือเป็นการบังคับใช้ที่เข้มงวดกว่ามาตรฐานส่งสัญญาณอย่าง ERC-2981 มาก
อย่างไรก็ตาม แนวทางที่เข้มงวดนี้ก็มีข้อเสียของตัวเอง เพราะยิ่งการซื้อขายมีข้อจำกัดมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ NFT นั้นขายยากขึ้นเท่านั้น หากผู้ซื้อลังเลที่จะจ่าย royalty ตามที่กำหนด ศิลปินอาจสูญเสียโอกาสในการขายไปโดยสิ้นเชิง หรือในบางกรณีสภาพคล่องที่ลดลงอาจกดดันให้ราคาขายของ NFT ต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากนักสะสมมองว่าเงื่อนไขที่เข้มงวดเป็นต้นทุนแฝงเพิ่มเติม
ความท้าทายในการบังคับใช้ On-Chain
แม้วิธีแก้ไขบนเชนจะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการฟื้นฟูการบังคับใช้ royalties แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่แท้จริงหลายประการ ประการแรก ไม่มีกลไกใดที่สามารถบังคับให้ผู้ซื้อต้องทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้ซื้อยังสามารถเลือกใช้แพลตฟอร์มอื่น หรือทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer (P2P) โดยตรงระหว่างกัน ซึ่งอาจไม่ได้บังคับใช้ royalties เลยแม้ว่าสัญญาต้นฉบับจะออกแบบมาให้เข้มงวดเพียงใดก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งมีการบังคับใช้ royalties อย่างเข้มงวดมากเท่าใด ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้มูลค่าตลาดของ NFT นั้นลดลงตามไปด้วย เนื่องจากนักสะสมและนักเทรดมักให้ความสำคัญกับสภาพคล่องและความสะดวกในการซื้อขายเป็นอย่างมาก หากต้องแบกรับต้นทุน royalty เพิ่มเติมทุกครั้งที่ซื้อขาย มูลค่ารวมที่พวกเขารับรู้ก็อาจลดลง ซึ่งท้ายที่สุดอาจกดดันให้ราคาตลาดของ NFT ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องภาระทางเทคนิคที่ซ่อนอยู่ ศิลปินจำนวนมากที่ต้องการสร้างสัญญาที่บังคับใช้ royalties อย่างเข้มงวด อาจไม่มีความรู้เชิงลึกเพียงพอในการเขียนและตรวจสอบความปลอดภัยของ smart contract ด้วยตนเอง ความซับซ้อนนี้เปิดช่องให้เกิดความผิดพลาดในการเขียนโค้ด หรือช่องโหว่ที่อาจถูกผู้ไม่หวังดีนำไปใช้ประโยชน์ได้
สุดท้ายคือประเด็นเรื่องความเท่าเทียม ศิลปินที่มีทรัพยากรมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสำหรับจ้างนักพัฒนา หรือความรู้ด้านเทคนิคที่สั่งสมมา ย่อมสามารถออกแบบและจัดการระบบ royalties ของตนเองได้ดีกว่า ในขณะที่ศิลปินอิสระที่มีทรัพยากรจำกัดอาจไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือหรือความรู้เหล่านี้ได้ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์ของ NFT
แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้สร้างสรรค์ในปัจจุบัน
ในสภาพแวดล้อมที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ผู้สร้างสรรค์จำเป็นต้องพิจารณาการตั้งค่า royalties ของตนเองอย่างรอบคอบ ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจว่า royalties ที่ตั้งไว้ในสัญญาไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอในทุกแพลตฟอร์ม การจ่ายเงินจริงจะขึ้นอยู่กับว่าแพลตฟอร์มที่ผู้ซื้อเลือกใช้นั้นให้ความเคารพต่อข้อมูลนี้มากน้อยเพียงใด ด้วยเหตุนี้ ผู้สร้างสรรค์หลายรายจึงเลือกตั้งอัตรา royalty ที่สูงขึ้นสำหรับการขายครั้งแรก ในขณะที่ยอมรับว่าอัตราที่แท้จริงในตลาดรองอาจต่ำกว่าที่กำหนดไว้ เนื่องจากเป็นจุดที่การบังคับใช้มีความไม่แน่นอนมากที่สุด
นอกจากนี้ ผู้สร้างสรรค์จำนวนมากเลือกที่จะทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มที่ยังคงให้ความสำคัญและบังคับใช้ royalties อย่างจริงจัง แม้ว่าแพลตฟอร์มเหล่านั้นอาจมีปริมาณการซื้อขายโดยรวมน้อยกว่าคู่แข่งที่เปิดกว้างมากกว่าก็ตาม สำหรับผู้สร้างสรรค์บางราย การได้รับ royalty ที่แน่นอนแม้ในปริมาณที่น้อยกว่า อาจมีความคุ้มค่ามากกว่าการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่กว่าแต่ไม่มีหลักประกันด้านรายได้เลย
อีกแนวทางหนึ่งที่ผู้สร้างสรรค์สามารถพิจารณาได้คือการใช้สัญญา royalties แบบที่ออกแบบมาให้บังคับใช้ได้เข้มงวดยิ่งขึ้น หากมีความรู้ทางเทคนิคด้วยตนเอง หรือมีงบประมาณเพียงพอที่จะว่าจ้างนักพัฒนามาช่วยดำเนินการ แนวทางนี้จะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์มีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการบังคับใช้ royalties อย่างน้อยก็ในแพลตฟอร์มที่รองรับมาตรฐานสัญญาลักษณะนี้
สุดท้าย การสร้างความสัมพันธ์และความโปร่งใสกับชุมชนนักสะสมเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การอธิบายให้นักสะสมเข้าใจว่าเหตุใด royalties จึงมีความสำคัญต่อความยั่งยืนของผลงานและการสร้างสรรค์ในอนาคต อาจช่วยสร้างแรงสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมการจ่าย royalty โดยสมัครใจมากขึ้น แม้ในกรณีที่ไม่มีกลไกบังคับทางเทคนิคก็ตาม
อนาคตของ NFT Royalties
อนาคตของ royalties ใน NFT ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่ก็มีแนวทางแก้ไขหลายรูปแบบที่กำลังถูกสำรวจและทดลองอยู่ในอุตสาหกรรม บางแพลตฟอร์มเริ่มทดลองใช้โครงสร้าง royalties แบบเป็นชั้น (tiered) โดยกำหนดอัตราพื้นฐานที่ต่ำเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการซื้อขาย แต่เพิ่มแรงจูงใจเสริมสำหรับผู้ซื้อที่เลือกจ่าย royalty เต็มจำนวนให้แก่ผู้สร้างสรรค์
นอกจากนี้ ยังมีการถกเถียงกันในวงกว้างเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการบังคับใช้ royalties ในระดับโปรโตคอล (protocol-level) บนเครือข่าย Ethereum หรือบล็อกเชนอื่นๆ ซึ่งหมายความว่า royalties จะถูกบังคับใช้ในระดับโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีเอง แทนที่จะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์มซื้อขายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ยังเผชิญความท้าทายทางเทคนิคที่ซับซ้อน และมีนัยสำคัญต่อการออกแบบสถาปัตยกรรมของบล็อกเชนในภาพรวม ซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาและทดสอบอีกมาก
ท้ายที่สุดแล้ว ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยีบล็อกเชน และความต้องการที่แท้จริงของผู้สร้างสรรค์ จะบรรจบกันในทิศทางใด สิ่งที่ชัดเจนคือ ประเด็นเรื่อง royalties จะยังคงเป็นหัวข้อสำคัญที่กำหนดทิศทางของเศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์ในโลก NFT ต่อไปอีกนาน
คำถามที่พบบ่อย
ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด
รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th
ดูบทความทั้งหมดสรุป
NFT royalties เป็นแนวคิดที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนวิธีที่ศิลปินหารายได้จากผลงานของตนเอง จากที่เคยได้รับเงินเพียงครั้งเดียวในการขายครั้งแรก ผู้สร้างสรรค์ในโลก NFT มีโอกาสได้รับส่วนแบ่งต่อเนื่องทุกครั้งที่ผลงานถูกซื้อขายต่อ แต่ในทางปฏิบัติ ระบบนี้เผชิญความท้าทายทั้งทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่าสัญญาอัจฉริยะสามารถ "กำหนด" royalty ได้ แต่ไม่ได้ "บังคับ" ให้จ่ายเสมอไป การแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มซื้อขายได้เร่งให้เกิดยุคที่ royalties กลายเป็นทางเลือกมากกว่าข้อบังคับ ซึ่งกระทบรายได้ของผู้สร้างสรรค์โดยตรง ในขณะที่วิธีแก้ไขบนเชน เช่น มาตรฐาน ERC-2981 และสัญญาที่จำกัดการโอนสำหรับผู้ไม่จ่าย royalty มีแนวโน้มดีในการฟื้นฟูการบังคับใช้ แต่ก็ยังไม่มีทางแก้ไขใดที่สมบูรณ์แบบ แต่ละแนวทางล้วนมีข้อแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นสภาพคล่องที่ลดลง ความซับซ้อนทางเทคนิค หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้สร้างสรรค์ที่มีทรัพยากรต่างกัน ผู้สร้างสรรค์ที่ต้องการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมนี้จำเป็นต้องเข้าใจระบบปัจจุบันอย่างชัดเจน เลือกแพลตฟอร์มและโครงสร้างสัญญาอย่างรอบคอบ และติดตามการสนทนาในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับอนาคตของ royalties อย่างใกล้ชิด บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านเทคนิคและกลไกของระบบเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน