Ledger Nano S Plus

OlympusDAO เป็นหนึ่งในโปรโตคอล DeFi ที่สร้างกระแสความสนใจมากที่สุดในช่วงปี 2021 ด้วยการนำเสนอแนวคิดใหม่ผ่านเกมที่รู้จักกันในชื่อ (3,3) ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิด protocol-owned liquidity หรือการที่โปรโตคอลเป็นเจ้าของสภาพคล่องของตัวเอง แทนที่จะพึ่งพาผู้ให้บริการสภาพคล่องจากภายนอกแบบที่ DeFi ยุคแรกใช้กันทั่วไป บทความนี้จะพาไปสำรวจจุดเริ่มต้นของ OlympusDAO กลไก (3,3) ที่เป็นเอกลักษณ์ กระบวนการ bonding และ staking ที่ขับเคลื่อนระบบ ไปจนถึงบทเรียนสำคัญจากทั้งช่วงรุ่งเรืองและช่วงล่มสลายของโปรโตคอลนี้ เนื้อหาทั้งหมดจัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

OlympusDAO คืออะไร: แนวคิดและเป้าหมาย

OlympusDAO เป็นโปรโตคอลการเงินแบบกระจายอำนาจที่เปิดตัวในปี 2021 โดยมีเป้าหมายสร้างสิ่งที่ทีมงานเรียกว่า "สกุลเงินสำรองแบบกระจายอำนาจ" (decentralized reserve currency) ผ่านโทเคน OHM แนวคิดนี้แตกต่างจากโปรเจกต์ stablecoin ทั่วไป เพราะ OHM ไม่ได้ตรึงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งอย่างตายตัว แต่มีสินทรัพย์หนุนหลังอยู่ในคลังของโปรโตคอล (treasury) ซึ่งประกอบด้วยสินทรัพย์หลากหลาย เช่น stablecoin และ LP token


หัวใจสำคัญที่ทำให้ OlympusDAO แตกต่างจากโปรโตคอล DeFi ยุคก่อนหน้าคือแนวคิด protocol-owned liquidity (POL) ซึ่งหมายความว่าโปรโตคอลเองเป็นเจ้าของสภาพคล่องส่วนใหญ่ในพูล แทนที่จะพึ่งพาผู้ให้บริการสภาพคล่อง (liquidity provider หรือ LP) จากภายนอกที่พร้อมถอนเงินออกได้ทุกเมื่อเมื่อแรงจูงใจหมดลง


ในโมเดลของ DeFi ยุคแรก โปรโตคอลมักต้องจ่ายรางวัลจูงใจ (liquidity mining) จำนวนมากเพื่อดึงดูดให้ LP นำเงินมาฝากไว้ในพูล ซึ่งสร้างปัญหาที่เรียกว่า "mercenary capital" คือเงินทุนที่ไหลตามผลตอบแทนสูงสุดและพร้อมย้ายออกทันทีที่มีที่อื่นให้ผลตอบแทนดีกว่า OlympusDAO พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการทำให้โปรโตคอลเป็นเจ้าของสภาพคล่องถาวรของตัวเอง

⚠️ ข้อควรทราบ: OHM ไม่ใช่ stablecoin และไม่มีการรับประกันว่าราคาจะคงที่หรือฟื้นตัวได้ นี่คือการทดลองด้านกลไกจูงใจทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูง เหมาะสำหรับการศึกษาแนวคิดมากกว่าการลงทุนโดยไม่เข้าใจความเสี่ยง

ทำความเข้าใจเกม (3,3): ทฤษฎีเกมเบื้องหลัง OHM

เกม (3,3) เป็นการดัดแปลงแนวคิดจาก game theory คลาสสิกอย่าง prisoner's dilemma มาอธิบายพฤติกรรมของผู้ถือ OHM ในรูปแบบ payoff matrix ที่แสดงผลลัพธ์ตามการตัดสินใจของผู้เข้าร่วมสองฝ่าย โดยตัวเลขในวงเล็บแทนคะแนนผลตอบแทนสมมติที่แต่ละฝ่ายจะได้รับ


หากทั้งสองฝ่ายเลือก "stake" (ร่วมมือ ล็อกโทเคนไว้ในระบบ) ทั้งคู่จะได้รับผลตอบแทนสูงสุดร่วมกัน คือผลลัพธ์ (3,3) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเกมนี้ หากฝ่ายหนึ่งเลือก "bond" (นำสินทรัพย์มาแลก OHM ผ่านกลไก bonding) ในขณะที่อีกฝ่าย stake ทั้งคู่ยังได้ประโยชน์แต่ในระดับที่แตกต่างกัน แต่หากทั้งสองฝ่ายเลือก "sell" (ขายทำกำไร) ผลลัพธ์จะออกมาแย่ที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เพราะแรงขายกดราคาลง


แนวคิดหลักของเกมนี้คือการใช้จิตวิทยาหมู่และแรงจูงใจทางสังคมเพื่อกระตุ้นให้ผู้ถือ OHM เลือกร่วมมือกัน (stake) แทนที่จะขายออก ชุมชน OlympusDAO ใช้คำว่า (3,3) เป็นทั้งมีมและเครื่องมือทางการตลาดที่ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของเกมนี้คือมันเป็นเพียงกรอบความคิดเชิงทฤษฎี ไม่ใช่กลไกที่บังคับพฤติกรรมได้จริง เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนแปลงรุนแรง ผู้เข้าร่วมจำนวนมากก็เลือกขายเพื่อปกป้องเงินทุนของตัวเอง แม้จะรู้ว่าผลลัพธ์โดยรวมจะแย่ลงก็ตาม

สภาพคล่องที่โปรโตคอลเป็นเจ้าของ: แนวคิด Protocol-Owned Liquidity

Protocol-Owned Liquidity (POL) เป็นหัวใจของนวัตกรรม OlympusDAO และเป็นแนวคิดที่ต่อมาถูกเรียกว่าจุดเริ่มต้นของยุค DeFi 2.0 ในโมเดลเดิมของ DeFi สภาพคล่องในพูลซื้อขาย เช่นบน Uniswap หรือ SushiSwap มักมาจากผู้ใช้ภายนอกที่นำสินทรัพย์คู่กันมาฝากไว้เพื่อรับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมการซื้อขายและโทเคนรางวัลเพิ่มเติม แต่สภาพคล่องเหล่านี้ไม่มั่นคง เพราะผู้ให้บริการพร้อมถอนออกทันทีเมื่อผลตอบแทนลดลงหรือมีที่อื่นให้ผลตอบแทนดีกว่า


OlympusDAO แก้ปัญหานี้ด้วยกลไก bonding ที่ให้ผู้ใช้นำ LP token (เช่น โทเคนที่แสดงส่วนแบ่งในพูล OHM-DAI) มาแลกกับ OHM ในราคาที่มีส่วนลด เมื่อโปรโตคอลได้รับ LP token เหล่านี้มาแล้ว โปรโตคอลจะเก็บไว้เองอย่างถาวรแทนที่จะปล่อยคืนให้ผู้ใช้ ผลลัพธ์คือโปรโตคอลกลายเป็นเจ้าของสภาพคล่องส่วนใหญ่ในพูลของตัวเอง


ข้อดีของแนวทางนี้มีหลายประการ ประการแรก สภาพคล่องมีความมั่นคงมากขึ้นเพราะไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ LP ภายนอกที่อาจถอนออกพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ประการที่สอง ค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่เกิดขึ้นในพูลจะไหลกลับเข้าสู่คลังของโปรโตคอลเอง แทนที่จะไหลออกไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องภายนอก ทำให้โปรโตคอลมีรายได้สะสมเพิ่มขึ้นตามเวลา อย่างไรก็ตาม POL ไม่ได้ทำให้มูลค่าของโทเคนปลอดภัยจากความผันผวน เพราะราคาของ OHM ยังคงถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานในตลาดเปิดเช่นเดิม

✨ ประโยชน์หลักของ POL: ช่วยให้โปรโตคอลมีอำนาจควบคุมสภาพคล่องของตัวเองในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากการที่ผู้ให้บริการสภาพคล่องภายนอกถอนตัวออกพร้อมกันในช่วงตลาดผันผวน

กลไก OHM Bonding: วิธีที่โปรโตคอลระดมทุนและสภาพคล่อง

Bonding เป็นกลไกหลักที่ OlympusDAO ใช้เพื่อสะสมสินทรัพย์เข้าคลังและสร้าง protocol-owned liquidity ผู้ใช้สามารถ "ผูกพัน" (bond) โดยนำสินทรัพย์ เช่น stablecoin อย่าง DAI หรือ LP token ของพูล OHM-DAI มาแลกกับ OHM ที่จะทยอยปลดล็อกให้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แทนที่จะได้รับทั้งหมดในทันที ซึ่งช่วยลดแรงกดดันจากการขายทันทีหลังได้รับโทเคน


กระบวนการนี้สร้างประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่าย ผู้ที่ทำ bond มักได้ OHM ในราคาที่มีส่วนลดเมื่อเทียบกับราคาตลาด ณ ขณะนั้น ซึ่งหากราคา OHM ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาปลดล็อก ผู้ทำ bond ก็มีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่างนี้ ในขณะที่โปรโตคอลได้รับสินทรัพย์ที่นำไปใช้สร้างสภาพคล่องหรือเก็บไว้ในคลังเพื่อหนุนมูลค่าของ OHM ในระยะยาว


อย่างไรก็ตาม bonding ก็มีข้อจำกัดสำคัญ เพราะทุกครั้งที่มีการ bond ใหม่ อุปทานของ OHM ในระบบจะเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่มีความต้องการซื้อที่เพียงพอมารองรับ ราคาก็อาจถูกกดดันให้ลดลงจากแรงเจือจาง (dilution) นอกจากนี้ ส่วนลดที่ได้จากการ bond ยังดึงดูดนักลงทุนที่มองหากำไรระยะสั้นเข้ามาขายทำกำไรทันทีที่ได้รับโทเคน ซึ่งอาจสร้างแรงขายต่อเนื่องในตลาด หากไม่มีแรงซื้อจาก staker ที่เพียงพอมาชดเชย

การ Staking และ Rebase: กลไกที่ทำให้ยอด OHM เพิ่มขึ้น

การ staking เป็นอีกกลไกสำคัญของ OlympusDAO ที่ทำงานคู่ขนานกับ bonding ผู้ถือ OHM สามารถนำโทเคนมาล็อกไว้ในระบบเพื่อรับ sOHM (staked OHM) ซึ่งเป็นโทเคนที่สะท้อนสัดส่วนการถือครองในกลุ่มผู้ stake ทั้งหมด เมื่อผู้ใช้ stake OHM แล้ว พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนผ่านกระบวนการที่เรียกว่า rebase


Rebase คือการที่โปรโตคอลออก OHM ใหม่เพิ่มเข้าไปในยอดคงเหลือของผู้ stake ทุกคนโดยอัตโนมัติในแต่ละ epoch ซึ่งโดยทั่วไปเกิดขึ้นประมาณทุก 8 ชั่วโมง หมายความว่าจำนวน OHM ที่ผู้ stake ถือครองจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลา โดยไม่ต้องทำธุรกรรมใด ๆ เพิ่มเติม กลไกนี้ทำให้อัตราผลตอบแทนต่อปี (APY) ที่โปรโตคอลโฆษณาในช่วงที่ได้รับความนิยมสูงสุดอยู่ในระดับที่สูงมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้ใช้จำนวนมากเข้าสู่ระบบ


อย่างไรก็ตาม จุดที่ผู้ใช้จำนวนมากเข้าใจผิดคือ rebase เพิ่ม "จำนวน" โทเคนที่ถือครอง แต่ไม่ได้รับประกัน "มูลค่ารวม" ที่เพิ่มขึ้นเสมอไป หากราคาของ OHM ลดลงเร็วกว่าอัตราที่ rebase เพิ่มจำนวนโทเคน มูลค่ารวมของสิ่งที่ผู้ stake ถือครองก็ยังคงลดลงได้ นี่คือความเสี่ยงสำคัญที่หลายคนมองข้ามในช่วงที่ APY สูงจนดูน่าดึงดูดเกินจริง

การเติบโตอย่างรวดเร็ว: อะไรที่ทำให้ OlympusDAO ดึงดูดเงินทุน

เมื่อเปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 OlympusDAO ดึงดูดความสนใจจากชุมชน DeFi อย่างรวดเร็ว ปัจจัยหลักคืออัตราผลตอบแทนจากการ stake ที่ถูกโฆษณาไว้สูงมาก บางช่วงเวลาสูงถึงระดับหลักพันเปอร์เซ็นต์ต่อปีเมื่อคำนวณแบบทบต้นจากการ rebase ทุก 8 ชั่วโมง ตัวเลขที่สูงเช่นนี้สร้างกระแสความสนใจอย่างมาก แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะเตือนว่าตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถยั่งยืนได้ในระยะยาว


ระบบสร้างแรงจูงใจให้ผู้เข้าร่วมทุกกลุ่มพร้อมกัน ผู้ที่ stake ได้รับผลตอบแทนจาก rebase อย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่ทำ bond ได้รับ OHM ในราคาที่มีส่วนลด และตัวโปรโตคอลเองก็ได้รับสภาพคล่องและสินทรัพย์เข้าคลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง วงจรนี้ทำงานได้ดีตราบใดที่มีเงินทุนใหม่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการซื้อ OHM ในราคาที่สูงขึ้น


อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้มีจุดอ่อนโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือความยั่งยืนของผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้จริงของโปรโตคอลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการไหลเข้าของเงินทุนใหม่เป็นหลัก ลักษณะเช่นนี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเปรียบเทียบโมเดลนี้กับระบบที่ต้องพึ่งพาผู้เข้าร่วมรายใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาผลตอบแทนของผู้เข้าร่วมรายเดิม ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ผู้ใช้ควรเข้าใจก่อนเข้าร่วม

การล่มสลาย: เมื่อเกม (3,3) พังทลาย

หลังจากช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว OlympusDAO ก็เผชิญกับการปรับฐานราคาอย่างรุนแรงเมื่อกระแสเงินทุนใหม่เริ่มชะลอตัวลง เมื่อผู้เข้าร่วมจำนวนมากเริ่มขาย OHM เพื่อทำกำไรหรือลดความเสี่ยง ราคาที่ลดลงก็กระตุ้นให้ผู้ถือรายอื่นเกิดความกังวลและเทขายตามไปด้วย กลายเป็นวงจรตรงข้ามกับสิ่งที่เกม (3,3) ตั้งใจจะป้องกันไว้ตั้งแต่แรก


สภาวะตลาดคริปโตโดยรวมในปี 2022 ที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความเสี่ยงมหภาคอื่น ๆ ในขณะนั้น ยิ่งเร่งให้แรงกดดันด้านการขายรุนแรงขึ้น มูลค่าของ OHM ลดลงอย่างมากจากจุดสูงสุด ส่งผลให้ทั้งผู้ที่ทำ bond ไว้ในราคาสูงและผู้ที่ stake OHM จำนวนมากต้องเผชิญกับการขาดทุนที่หนักหน่วง แม้ว่าจำนวน OHM ที่ถือครองจะยังเพิ่มขึ้นจาก rebase ต่อเนื่องก็ตาม


การล่มสลายครั้งนี้เป็นหลักฐานสำคัญว่ากลไกจูงใจที่พึ่งพาเงินทุนใหม่เป็นหลักนั้นเปราะบางเพียงใด ความยั่งยืนที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจแบบนี้ควรมาจากมูลค่าพื้นฐานหรือรายได้ที่โปรโตคอลสร้างขึ้นได้จริง ไม่ใช่จากการรักษาระดับความเชื่อมั่นของตลาดเพียงอย่างเดียว แม้หลังจากช่วงราคาตกต่ำ ทีมงาน OlympusDAO ยังคงเดินหน้าปรับปรุงโมเดลเศรษฐกิจของโปรโตคอลต่อไปในรูปแบบที่ระมัดระวังมากขึ้น

DeFi 2.0 และมรดกของ OlympusDAO

แม้ OlympusDAO เองจะเผชิญความท้าทายอย่างหนักหลังจากช่วงราคาพุ่งสูงสุด แต่แนวคิดหลายอย่างที่โปรโตคอลนี้ริเริ่มก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาสำคัญในวงการ DeFi คำว่า "DeFi 2.0" ถูกใช้อย่างแพร่หลายเพื่ออธิบายกลุ่มโปรโตคอลที่พยายามแก้ปัญหาการพึ่งพา liquidity mining แบบเดิม โดยหลายโครงการนำแนวคิด protocol-owned liquidity ไปปรับใช้ในรูปแบบของตัวเอง


ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีโปรโตคอลจำนวนหนึ่งที่ทำสำเนา (fork) โมเดลของ OlympusDAO ไปใช้บนเชนหรือระบบนิเวศอื่น เช่น Wonderland บนเครือข่าย Avalanche และ Klima DAO ที่นำแนวคิดนี้ไปผูกกับตลาดคาร์บอนเครดิต โปรเจกต์เหล่านี้บางส่วนก็ประสบปัญหาลักษณะคล้ายกันในเวลาต่อมา ซึ่งตอกย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่แนวคิด POL เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบสมดุลระหว่างอัตราผลตอบแทนกับความยั่งยืนของระบบด้วย


มรดกที่สำคัญที่สุดของ OlympusDAO อาจไม่ใช่ราคาของ OHM แต่เป็นบทเรียนที่วงการ DeFi ได้เรียนรู้ร่วมกัน นั่นคือกลไกจูงใจที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาดสามารถสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็วได้จริง แต่หากปราศจากแหล่งรายได้หรือมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงมารองรับในระยะยาว ระบบก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ยั่งยืน แนวคิด DeFi 2.0 ยังคงถูกพัฒนาต่อยอดในรูปแบบที่ระมัดระวังมากขึ้นในโปรโตคอลรุ่นหลัง

บทเรียนและข้อคิดสำหรับนักลงทุน

กรณีศึกษาของ OlympusDAO มอบบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับทั้งวงการ DeFi และนักลงทุนทั่วไป ประเด็นแรกคือ อัตราผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ ไม่ว่าจะมาจากการ staking หรือ yield farming รูปแบบใดก็ตาม มักมาพร้อมความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สูงตามไปด้วย นักลงทุนควรตั้งคำถามเสมอว่าผลตอบแทนนั้นมาจากไหน มาจากรายได้จริงของโปรโตคอล หรือมาจากการเจือจางอุปทานและเงินทุนใหม่ที่ไหลเข้ามาทดแทน


ประเด็นที่สอง กลไกจูงใจทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน เช่น bonding และ rebase อาจใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลกระทบที่แท้จริงในทุกสภาวะตลาด สิ่งที่ดูเหมือนทำงานได้ดีในช่วงตลาดขาขึ้นอาจกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญเมื่อตลาดเปลี่ยนทิศทาง การประเมินความเสี่ยงจึงควรพิจารณาทั้งสถานการณ์ตลาดขาขึ้นและขาลงควบคู่กันเสมอ


สุดท้าย ผู้ที่สนใจศึกษาโปรโตคอลลักษณะนี้ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่สร้างมูลค่าให้กับสินทรัพย์นั้นจริง ๆ ไม่ใช่เพียงตัวเลขยอดคงเหลือที่เพิ่มขึ้นบนหน้าจอ การตั้งคำถามอย่างมีวิจารณญาณต่อกลไกจูงใจ ผลตอบแทนที่สูงเกินจริง และความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของโปรโตคอล เป็นทักษะสำคัญที่ผู้สนใจ DeFi ทุกคนควรฝึกฝน ก่อนตัดสินใจศึกษาเชิงลึกหรือเข้าร่วมโปรโตคอลใด ๆ ก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย

OlympusDAO แตกต่างจากโปรโตคอล DeFi ทั่วไปอย่างไร
ความแตกต่างหลักคือแนวคิด protocol-owned liquidity (POL) โปรโตคอล DeFi ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการสภาพคล่อง (LP) จากภายนอกที่พร้อมจะถอนเงินออกได้ทุกเมื่อ แต่ OlympusDAO ใช้กลไก bonding เพื่อสะสม LP token ไว้เป็นของโปรโตคอลเอง ทำให้สภาพคล่องส่วนใหญ่ไม่ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจของบุคคลภายนอก อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ไม่ได้ทำให้โปรโตคอลปลอดความเสี่ยง เพราะมูลค่าของ OHM เองยังคงผันผวนตามความเชื่อมั่นของตลาด
เกม (3,3) มีความสำคัญอย่างไร
เกม (3,3) เป็นการดัดแปลงแนวคิดจากทฤษฎีเกม (เช่น prisoner's dilemma) มาอธิบายพฤติกรรมของผู้ถือ OHM หากทุกคนเลือก stake ร่วมกันแทนที่จะขาย ระบบโดยรวมจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกขาย ผลตอบแทนของทุกฝ่ายจะลดลง แนวคิดนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดและจิตวิทยาหมู่เพื่อสร้างความร่วมมือในชุมชน แต่ในทางปฏิบัติ เกมนี้ทำงานได้ดีเฉพาะช่วงที่มีเงินทุนใหม่ไหลเข้าต่อเนื่อง เมื่อกระแสเงินทุนหยุดลง แรงจูงใจให้ขายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ทำไม OlympusDAO จึงล่มสลาย
สาเหตุหลักคือความยั่งยืนของโมเดลนี้ขึ้นอยู่กับเงินทุนใหม่ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับผลตอบแทนจากการ stake และ bonding เมื่อกระแสเงินทุนใหม่ชะลอตัวลงพร้อมกับภาวะตลาดขาลงของคริปโตโดยรวมในปี 2022 ผู้ถือ OHM จำนวนมากเริ่มขายทำกำไรหรือลดความเสี่ยง ทำให้ราคาลดลงต่อเนื่องและกระตุ้นให้เกิดการขายเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นวงจรตรงข้ามกับสิ่งที่เกม (3,3) ตั้งใจจะป้องกัน มูลค่าของ OHM ลดลงอย่างมากจากจุดสูงสุด แม้ว่าโปรโตคอลจะยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อในรูปแบบที่ปรับปรุงใหม่ก็ตาม
OlympusDAO ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ DeFi 2.0 หรือไม่
ใช่ OlympusDAO ถูกยกให้เป็นหนึ่งในโปรโตคอลที่บุกเบิกแนวคิดที่ต่อมาถูกเรียกว่า DeFi 2.0 โดยเฉพาะเรื่อง protocol-owned liquidity และการลดการพึ่งพา liquidity mining แบบเดิม แนวคิดของ OlympusDAO ยังถูกนำไปทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยโปรโตคอลอื่นจำนวนหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หลายโปรเจกต์ที่ลอกเลียนแบบโมเดลนี้ก็ประสบปัญหาลักษณะคล้ายกัน ซึ่งทำให้วงการ DeFi ได้เรียนรู้ว่ากลไกจูงใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีแหล่งรายได้หรือมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงมารองรับในระยะยาว

ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด

รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th

ดูบทความทั้งหมด

สรุป

OlympusDAO เป็นหนึ่งในบทเรียนที่ชัดเจนที่สุดของวงการ DeFi ว่านวัตกรรมทางกลไกจูงใจที่ฉลาดสามารถสร้างการเติบโตที่น่าทึ่งได้ในระยะสั้น แต่หากไม่มีแหล่งมูลค่าที่แท้จริงรองรับ ระบบก็อาจพังทลายลงได้เร็วพอ ๆ กับที่มันเติบโตขึ้นมา แนวคิดเรื่อง protocol-owned liquidity และเกม (3,3) ยังคงถูกพูดถึงและนำไปต่อยอดในวงการ DeFi จนถึงทุกวันนี้ แต่การล่มสลายของ OHM ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า yield ที่สูงผิดปกติมักมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงผิดปกติเช่นกัน สำหรับผู้ที่สนใจศึกษา DeFi บทเรียนสำคัญที่สุดจาก OlympusDAO คือการตั้งคำถามเสมอว่าผลตอบแทนที่เห็นนั้นมาจากมูลค่าที่โปรโตคอลสร้างขึ้นจริง หรือมาจากเงินทุนใหม่ที่ไหลเข้ามาทดแทนผู้ที่ถอนออกไปเท่านั้น บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน