Ledger Nano S Plus

Pyth Network เป็นเครือข่าย oracle ที่ให้บริการข้อมูลการเงินแบบเรียลไทม์ในลักษณะ first-party สำหรับสัญญาอัจฉริยะบนบล็อกเชน โดยใช้รูปแบบ pull-based oracle ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าการดึงข้อมูลผ่าน oracle แบบดั้งเดิมในหลายกรณี ระบบนี้มีแนวทางที่แตกต่างจากเครือข่าย oracle อื่น ๆ ที่มักใช้รูปแบบ push-based ในการส่งข้อมูลไปยังบล็อกเชนอย่างต่อเนื่องตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจการทำงานของ Pyth Network ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน กลไกความปลอดภัย ไปจนถึงการเปรียบเทียบกับ Chainlink ซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่ในอุตสาหกรรม oracle เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาเท่านั้น

Oracle คืออะไรและทำไมจึงสำคัญ

สัญญาอัจฉริยะบนบล็อกเชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภายนอกเครือข่ายได้โดยตรง ปัญหานี้เรียกว่า 'oracle problem' ซึ่งเกิดจากคุณสมบัติ deterministic ของบล็อกเชน กล่าวคือระบบต้องประมวลผลได้ผลลัพธ์เดียวกันทุกครั้งบนทุกโหนด จึงไม่สามารถดึงข้อมูลจากโลกภายนอกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ด้วยตัวเองโดยตรง ข้อมูลการเงิน เช่น ราคาสินทรัพย์ดิจิทัล อัตราแลกเปลี่ยน หรือดัชนีต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ DeFi protocols และสัญญาอัจฉริยะจำนวนมากที่ต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการคำนวณ


Oracle network จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกภายนอก (off-chain) กับบล็อกเชน (on-chain) โดยรวบรวม ยืนยัน และส่งข้อมูลไปยังสัญญาอัจฉริยะ ในระบบที่เน้นความไร้ตัวกลาง (trustless) ผู้ใช้ต้องการให้ oracle network มีความน่าเชื่อถือ เป็นกลาง และตรวจสอบย้อนกลับได้


ความท้าทายของ oracle ยังรวมถึงความเสี่ยงจากการบิดเบือนข้อมูล (data manipulation) หรือการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เครือข่าย oracle ที่ออกแบบมาดีจึงต้องมีกลไกสร้างแรงจูงใจให้ผู้ให้ข้อมูลรายงานข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมทั้งมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่พยายามให้ข้อมูลเท็จ

Pyth Network คืออะไร

Pyth Network เป็นเครือข่าย oracle ที่เริ่มพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งซึ่งรวมถึง Jump Crypto (Jump Trading) และทีมพัฒนาอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมการเงิน ก่อนจะเปลี่ยนผ่านสู่การกำกับดูแลแบบกระจายศูนย์มากขึ้นภายใต้องค์กรไม่แสวงกำไรที่ชื่อ Pyth Data Association โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บริการข้อมูลการเงินความเร็วสูงในรูปแบบ first-party แก่อีโคซิสเต็มบล็อกเชนต่าง ๆ


คุณลักษณะหลักของ Pyth Network คือการให้บริการข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลชั้นหนึ่ง (first-party) ซึ่งหมายความว่าข้อมูลมาจากแหล่งข้อมูลดั้งเดิมโดยตรง เช่น สถาบันการเงิน ผู้ดูแลสภาพคล่อง (market makers) หรือแพลตฟอร์มซื้อขายชั้นนำ แทนที่จะเป็นการรวบรวมผ่านตัวกลางหลายชั้นเหมือน oracle แบบดั้งเดิม แนวทางนี้ช่วยให้ Pyth Network มีข้อได้เปรียบด้านความเร็วในการอัปเดตราคาและความแม่นยำของข้อมูล


เครือข่าย Pyth Network รองรับบล็อกเชนหลายสาย ทั้งบนเชนหลักอย่าง Solana, Ethereum, Arbitrum, Avalanche และเครือข่ายอื่น ๆ อีกจำนวนมาก โดยมีแนวโน้มขยายการรองรับเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของอีโคซิสเต็ม นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการให้บริการข้อมูลในต้นทุนที่ต่ำกว่ารูปแบบ oracle แบบเดิมสำหรับกรณีการใช้งานที่ต้องดึงข้อมูลบ่อยครั้ง

ข้อมูลจาก Pyth มาจากสถาบันการเงินและผู้ดูแลสภาพคล่องโดยตรง ไม่ใช่การรวบรวมผ่านตัวกลางหลายชั้น ซึ่งช่วยให้มีความเร็วและความแม่นยำสูงขึ้น

Pull Oracle vs Push Oracle

Oracle network สามารถแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก คือ push-based oracle และ pull-based oracle


Push-based oracle ส่งข้อมูลไปยังบล็อกเชนอย่างต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น อัปเดตตามช่วงเวลาที่ตั้งไว้ (heartbeat) หรือเมื่อราคาที่เปลี่ยนแปลงเกินเกณฑ์ความเบี่ยงเบนที่กำหนด (deviation threshold) ตัวอย่างเช่น Chainlink Price Feeds ที่ใช้แนวทางนี้ในการอัปเดตราคาบนเชน ข้อดีของวิธีนี้คือข้อมูลพร้อมใช้งานอยู่บนบล็อกเชนแล้ว สัญญาอัจฉริยะสามารถเข้าถึงได้ทันทีโดยไม่ต้องร้องขอเพิ่มเติม แต่ข้อเสียคือเครือข่ายต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับการอัปเดตข้อมูลแต่ละครั้ง แม้ในบางช่วงจะไม่มีผู้ใช้ดึงข้อมูลนั้นไปใช้งานเลยก็ตาม


Pull-based oracle ให้บริการข้อมูลเมื่อมีการร้องขอเท่านั้น สัญญาอัจฉริยะหรือผู้ใช้ต้องส่งคำขอ (query) เพื่อให้ oracle network ส่งข้อมูลล่าสุดกลับมาให้ ข้อดีของวิธีนี้คือมีต้นทุนต่ำกว่า เพราะผู้ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมเฉพาะเมื่อมีการใช้ข้อมูลจริงเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถให้บริการข้อมูลที่อัปเดตบ่อยกว่าและใกล้เคียงราคาตลาดจริงมากกว่า เพราะข้อมูลถูกดึงจากแหล่งต้นทางโดยตรงในจังหวะที่ต้องการใช้งาน Pyth Network เลือกใช้รูปแบบ pull-based oracle ซึ่งเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความเร็วสูงและความคุ้มค่าด้านต้นทุน เช่น การซื้อขายอนุพันธ์

วิธีการทำงานของ Pyth Network

Pyth Network ทำงานผ่านกระบวนการสามส่วนหลัก ได้แก่ การรวบรวมข้อมูล การรวมและยืนยันข้อมูล และการส่งมอบข้อมูล


ขั้นแรก ผู้ให้ข้อมูล (data providers) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงหรือผู้ดูแลสภาพคล่อง จะส่งข้อมูลราคาของตนเองไปยังเครือข่าย Pyth โดยข้อมูลเหล่านี้มาจากกิจกรรมการซื้อขายจริงหรือ order book ของแต่ละสถาบัน ไม่ใช่การคำนวณทางอ้อมจากแหล่งข้อมูลอื่น


ขั้นที่สอง เครือข่าย Pyth จะรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลายรายด้วยวิธีทางสถิติ เช่น การหาค่ามัธยฐานถ่วงน้ำหนักพร้อมช่วงความเชื่อมั่น (confidence interval) บนเครือข่าย Pythnet ซึ่งใช้กลไกฉันทามติที่มีคุณสมบัติทนทานต่อความผิดพลาดแบบไบแซนไทน์ (Byzantine Fault Tolerant) กระบวนการนี้ช่วยลดผลกระทบจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือผิดปกติจากผู้ให้ข้อมูลรายใดรายหนึ่ง โดยไม่ต้องพึ่งพาความถูกต้องของแหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียว


ขั้นที่สาม เมื่อมีการร้องขอข้อมูล สัญญาอัจฉริยะหรือแอปพลิเคชันจะส่งคำขอไปยัง Pyth Network ซึ่งจะส่งราคาล่าสุดพร้อมช่วงความเชื่อมั่นกลับไปให้ พร้อมข้อมูลที่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ เนื่องจากใช้ pull model ผู้ใช้จึงจ่ายค่าธรรมเนียมให้ Pyth Network เฉพาะในจังหวะที่มีการดึงข้อมูลไปใช้งานจริงเท่านั้น

กลไกฉันทามติแบบ Byzantine Fault Tolerant บน Pythnet ช่วยให้เครือข่ายยังคำนวณราคาที่น่าเชื่อถือได้ แม้ผู้ให้ข้อมูลบางรายจะรายงานข้อมูลผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน

ผู้ให้ข้อมูลและความเชื่อถือ

Pyth Network มีกระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ให้ข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยสถาบันการเงินและผู้ดูแลสภาพคล่องที่มีชื่อเสียงในวงการการเงินและการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Jane Street, Optiver และ Wintermute รวมถึง market maker รายอื่น ๆ การเลือกผู้ให้ข้อมูลที่มีชื่อเสียงและมีธุรกรรมซื้อขายจริงในตลาดช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ Pyth Network นำเสนอ


กลไกสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้ให้ข้อมูล (incentive mechanism) เป็นส่วนสำคัญของระบบ Pyth ผู้ให้ข้อมูลที่รายงานข้อมูลถูกต้องและสม่ำเสมอมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากเครือข่าย ในขณะที่ผู้ให้ข้อมูลที่รายงานผิดพลาดหรือพยายามบิดเบือนข้อมูลอาจถูกลดทอนชื่อเสียงหรือได้รับบทลงโทษตามกลไกของโปรโตคอล ระบบนี้ช่วยส่งเสริมให้ผู้ให้ข้อมูลมีแรงจูงใจที่สอดคล้องกับความถูกต้องของเครือข่ายในระยะยาว


ความโปร่งใสของข้อมูลเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ Pyth Network ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ว่าราคาแต่ละจุดประกอบขึ้นจากข้อมูลของผู้ให้ข้อมูลรายใดบ้าง และแต่ละรายมีน้ำหนักในการคำนวณราคาเท่าใด สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ด้วยตนเองก่อนนำไปใช้งาน

PYTH Token และ Tokenomics

PYTH เป็น token ประเภท governance ที่ใช้ในการบริหารจัดการเครือข่าย Pyth Network ผู้ถือ token PYTH สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาและนโยบายของเครือข่าย ผ่านกระบวนการลงคะแนนเสียง (governance voting) เช่น การปรับพารามิเตอร์ของโปรโตคอลหรือการจัดสรรทรัพยากรของเครือข่าย


โมเดล tokenomics ของ Pyth Network ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ให้ข้อมูล ผู้ตรวจสอบเครือข่าย และผู้ใช้งานทั่วไปมีบทบาทในการรักษาความถูกต้องของระบบ นอกจากนี้ยังมีกลไก staking ที่อนุญาตให้ผู้ถือ token ล็อกสินทรัพย์ของตนเพื่อร่วมค้ำประกันความน่าเชื่อถือของข้อมูล (oracle integrity staking) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ถือ token มีส่วนร่วมในการรักษาคุณภาพของเครือข่ายและอาจได้รับผลตอบแทนจากการทำเช่นนั้น


ระบบเศรษฐกิจของ PYTH ยังเกี่ยวข้องกับค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้จ่ายสำหรับการดึงข้อมูลผ่าน pull model โดยส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมเหล่านี้มีแนวทางจะถูกจัดสรรกลับไปยังผู้ให้ข้อมูลและผู้ถือ token ที่เข้าร่วม staking ในลักษณะของผลตอบแทน ซึ่งช่วยสร้างวงจรมูลค่าที่เชื่อมโยงการใช้งานเครือข่ายเข้ากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบ

Chainlink เป็นหนึ่งในเครือข่าย oracle ที่เป็นที่รู้จักและมีการใช้งานแพร่หลายที่สุดในอุตสาหกรรม โดยมี Chainlink Price Feeds เป็นบริการหลักที่ใช้รูปแบบ push-based ส่งข้อมูลราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ไปยังบล็อกเชนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ส่วน Pyth Network เลือกใช้ pull-based model ที่ช่วยลดต้นทุนการอัปเดตข้อมูลที่ไม่จำเป็นและเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงราคาล่าสุด


ความแตกต่างหลักระหว่างทั้งสองเครือข่ายสรุปได้ดังนี้ (1) รูปแบบการส่งข้อมูล: Chainlink ใช้ push-based ที่อัปเดตข้อมูลบนเชนอย่างต่อเนื่องตามเงื่อนไข ส่วน Pyth ใช้ pull-based ที่ดึงข้อมูลเมื่อมีการร้องขอ (2) แหล่งที่มาของข้อมูล: Pyth เน้น first-party data providers ที่เป็นสถาบันการเงินโดยตรง ส่วน Chainlink อาศัย node operators อิสระที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง (3) ความเร็วในการอัปเดต: Pyth มักทำได้เร็วกว่าเพราะข้อมูลมาจากแหล่งต้นทางโดยตรงและดึงตามความต้องการ (4) โครงสร้างต้นทุน: Pyth มักมีต้นทุนต่อการใช้งานที่ต่ำกว่าในกรณีที่ไม่ต้องการข้อมูลแบบต่อเนื่องตลอดเวลา


อย่างไรก็ตาม Chainlink ยังมีข้อได้เปรียบในด้านความกว้างของการรองรับบล็อกเชน ความหลากหลายของอีโคซิสเต็มที่เชื่อมต่อด้วย เช่น proof-of-reserve และ automation รวมถึงระยะเวลาการใช้งานจริงในตลาดที่ยาวนานกว่า ส่วน Pyth Network ยังอยู่ในช่วงเติบโตและขยายฐานผู้ใช้ โดยเน้นจุดแข็งด้านความเร็วและต้นทุนเป็นหลัก ทั้งสองเครือข่ายจึงมีจุดเด่นที่เหมาะกับกรณีการใช้งานที่แตกต่างกัน มากกว่าที่จะเป็นคู่แข่งแบบทดแทนกันโดยสมบูรณ์

Use Cases และการประยุกต์ใช้

Pyth Network สามารถนำไปใช้งานได้ในหลากหลายสถานการณ์ในวงการ DeFi และ Web3 ตัวอย่างเช่น สัญญา derivatives อย่าง futures และ options ต้องการราคาปัจจุบันที่แม่นยำและอัปเดตรวดเร็ว Pyth Network จึงช่วยให้การซื้อขายประเภทนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


โปรโตคอล lending ต้องการทราบราคาปัจจุบันของสินทรัพย์ที่นำมาวางค้ำประกัน ข้อมูลจาก Pyth ช่วยให้สามารถคำนวณอัตราส่วน LTV (Loan-to-Value) และจุดเรียกหลักประกัน (liquidation) ได้แม่นยำขึ้น ส่วน Automated Market Makers และ Decentralized Exchanges ก็ต้องการราคาของแต่ละ token เพื่อป้องกันปัญหาราคาผิดเพี้ยนและให้บริการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรมมากขึ้น


โปรโตคอล insurance ต้องการข้อมูลราคาที่เชื่อถือได้เพื่อประกอบการชำระค่าสินไหมเมื่อเกิดเหตุการณ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ Pyth Network ยังขยายขอบเขตไปสู่ข้อมูลประเภทอื่นนอกเหนือจากราคาสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Funding Rate ในตลาด Perpetual Futures ดัชนีสินทรัพย์ และข้อมูลการเงินอื่น ๆ ที่แอปพลิเคชัน DeFi สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้

Security และกลไก Trust Model

Pyth Network อาศัยกลไกฉันทามติแบบ Byzantine Fault Tolerant บนเครือข่าย Pythnet ร่วมกับการรวมข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของราคาที่คำนวณได้ ซึ่งหมายความว่าแม้ผู้ให้ข้อมูลบางรายจะรายงานข้อมูลที่ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน ระบบก็ยังสามารถคำนวณราคารวม (aggregate price) ที่ใกล้เคียงความเป็นจริงได้ โดยไม่พึ่งพาความถูกต้องของแหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียว


การตรวจสอบผู้ให้ข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญของระบบ โดย Pyth Data Association และกระบวนการกำกับดูแลของเครือข่ายมีบทบาทในการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ให้ข้อมูลก่อนเข้าร่วมเครือข่าย ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ให้ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือหรือมีเจตนาไม่สุจริตเข้าร่วมได้โดยง่าย


กลไกสร้างแรงจูงใจ (incentive mechanism) ในเครือข่าย Pyth ยังช่วยรักษาความถูกต้องของข้อมูลในระยะยาว ผู้ให้ข้อมูลที่รายงานข้อมูลถูกต้องอย่างสม่ำเสมอมีแนวโน้มได้รับความไว้วางใจและผลตอบแทนต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ให้ข้อมูลที่รายงานผิดพลาดบ่อยครั้งอาจสูญเสียชื่อเสียงหรือถูกลงโทษตามกลไกของโปรโตคอล นอกจากนี้ Pyth Network ยังมีแนวทางรับมือสถานการณ์ผิดปกติ เช่น ข้อมูลราคาที่มีความเชื่อมั่นต่ำผิดปกติ เพื่อช่วยให้ระบบยังคงมีความปลอดภัยและเสถียรภาพในภาพรวม

มุมมองต่อศักยภาพและทิศทางในอนาคต

Pyth Network ยังถือเป็น oracle solution ที่ค่อนข้างใหม่เมื่อเทียบกับ Chainlink ซึ่งอยู่ในตลาดมานานกว่าและมีอีโคซิสเต็มที่กว้างขวางกว่า อย่างไรก็ตาม แนวทาง pull-based ร่วมกับ first-party data ทำให้ Pyth Network มีจุดยืนที่ชัดเจนสำหรับกรณีการใช้งาน DeFi ที่ต้องการความเร็วและความคุ้มค่าด้านต้นทุนเป็นพิเศษ เช่น การซื้อขายอนุพันธ์และแพลตฟอร์มที่ต้องอัปเดตราคาบ่อยครั้ง


ในอนาคต Pyth Network มีแนวโน้มขยายการรองรับบล็อกเชนเพิ่มเติมและเพิ่มประเภทข้อมูลใหม่ ๆ นอกเหนือจากราคาสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงอาจมีการพัฒนากลไกด้านความปลอดภัยและ tokenomics ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อแข่งขันกับ Chainlink และเครือข่าย oracle อื่น ๆ ในระยะยาว


ความสำเร็จของ Pyth Network ในอนาคตขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูล ขยายฐานผู้ใช้และอีโคซิสเต็มที่เชื่อมต่อ ตลอดจนพิสูจน์ความเสถียรของระบบในสภาวะตลาดที่ผันผวน เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนหรือการคาดการณ์ราคาสินทรัพย์ใด ๆ

คำถามที่พบบ่อย

Pyth Network กับ Chainlink ต่างกันอย่างไร?
Pyth ใช้ pull-based model ร่วมกับ first-party data providers ที่เป็นสถาบันการเงินและผู้ดูแลสภาพคล่องโดยตรง ส่วน Chainlink ใช้ push-based model ที่อาศัย node operators อิสระในการรวบรวมและส่งข้อมูล การดึงข้อมูลของ Pyth มักทำได้รวดเร็วกว่าและมีต้นทุนต่อการใช้งานที่ต่ำกว่าในหลายกรณี แต่ Chainlink ยังมีความกว้างของอีโคซิสเต็มและระยะเวลาการใช้งานจริงที่ยาวนานกว่า
PYTH token ใช้สำหรับอะไร?
PYTH เป็น governance token ที่ผู้ถือสามารถใช้ออกเสียงเกี่ยวกับการตัดสินใจและนโยบายของเครือข่าย เช่น การปรับพารามิเตอร์ต่าง ๆ ของโปรโตคอล นอกจากนี้ยังสามารถนำไป stake เพื่อร่วมค้ำประกันความถูกต้องของข้อมูล (oracle integrity) และมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งจากค่าธรรมเนียมของเครือข่าย
การใช้งาน Pyth Network มีต้นทุนสูงหรือไม่?
Pyth ใช้ pull-based model ซึ่งโดยทั่วไปมีต้นทุนต่ำกว่ารูปแบบ push-based เพราะผู้ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมเฉพาะเมื่อมีการดึงข้อมูลไปใช้งานจริงเท่านั้น ต่างจาก oracle แบบ push ที่มักมีค่าใช้จ่ายในการอัปเดตข้อมูลบนเชนอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะมีผู้ใช้ข้อมูลนั้นหรือไม่
Pyth Network รองรับบล็อกเชนใดบ้าง?
Pyth Network รองรับบล็อกเชนหลายแห่ง เช่น Solana, Ethereum, Arbitrum, Avalanche, Sui และ Aptos รวมถึงเครือข่ายอื่น ๆ อีกจำนวนมาก และมีแนวโน้มขยายการรองรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของอีโคซิสเต็ม DeFi

ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด

รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th

ดูบทความทั้งหมด

สรุป

Pyth Network เป็นเครือข่าย oracle ที่นำเสนอแนวทางใหม่ในการให้บริการข้อมูลการเงินด้วยความเร็วสูงและต้นทุนที่ต่ำ ผ่านการใช้ pull-based model ร่วมกับ first-party data providers ซึ่งเป็นสถาบันการเงินและผู้ดูแลสภาพคล่องชั้นนำในตลาด แม้ Chainlink จะยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่และมีอีโคซิสเต็มที่กว้างขวางที่สุดในอุตสาหกรรม oracle แต่ Pyth Network ก็แสดงให้เห็นแนวทางที่แตกต่างและมีศักยภาพในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับแอปพลิเคชัน DeFi ที่ต้องการข้อมูลราคาแบบเรียลไทม์ในต้นทุนที่คุ้มค่า บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากเอกสารทางการของโครงการก่อนตัดสินใจใด ๆ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน