Web3 social protocols เช่น Farcaster และ Lens Protocol เป็นความพยายามในการสร้างโครงข่ายสังคมออนไลน์รูปแบบใหม่ ที่ให้ผู้ใช้มีความเป็นเจ้าของและควบคุมข้อมูลส่วนตัวของตัวเองได้มากขึ้น แตกต่างจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดั้งเดิมที่บริษัทเป็นผู้ควบคุมข้อมูลผู้ใช้ทั้งหมด Web3 social อาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเป็นเจ้าของตัวตนดิจิทัลและความสัมพันธ์ทางสังคมของตัวเองได้อย่างแท้จริง บทความนี้จะอธิบายว่า Farcaster และ Lens Protocol ทำงานอย่างไร มีจุดเด่นและความท้าทายอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมของเทรนด์นี้ในเชิงเทคนิคและเชิงแนวคิด โดยเนื้อหาทั้งหมดเป็นการให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางกฎหมาย
Web3 Social Networks คืออะไร
Web3 social networks เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่สร้างบนบล็อกเชนหรือใช้หลักการ decentralized ในการจัดเก็บข้อมูลและการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ ปัญหาหนึ่งของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดั้งเดิมคือผู้ใช้ไม่มีสิทธิควบคุมข้อมูลของตัวเองอย่างแท้จริง โพสต์ รายชื่อผู้ติดตาม และการเชื่อมต่อทางสังคมทั้งหมดถูกจัดเก็บและควบคุมโดยแพลตฟอร์มเพียงฝ่ายเดียว หากแพลตฟอร์มตัดสินใจปิดบริการ ระงับบัญชี หรือเปลี่ยนนโยบายกะทันหัน ผู้ใช้อาจสูญเสียข้อมูลและความสัมพันธ์ที่สั่งสมมาทั้งหมดโดยไม่มีทางเรียกคืน
Web3 social protocol พยายามแก้ปัญหานี้โดยให้ผู้ใช้เป็นเจ้าของข้อมูล social graph ของตัวเองอย่างชัดเจนบนบล็อกเชนหรือโครงสร้างที่ตรวจสอบได้ ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ client หรือแอปพลิเคชันใดก็ได้เพื่อเข้าถึง social graph เดียวกัน คล้ายกับกรณีของอีเมลที่เป็นของผู้ใช้เอง และสามารถเลือกใช้ Gmail, Outlook หรือโปรแกรมอีเมลอื่นเพื่อเข้าถึงกล่องจดหมายเดิมได้อย่างอิสระ
ประโยชน์หลักของแนวทางนี้คือความอิสระในการเลือก หากแพลตฟอร์มหนึ่งไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ผู้ใช้สามารถย้ายไปใช้แพลตฟอร์มอื่นโดยยังคงข้อมูล social graph เดิมไว้ได้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันด้านประสบการณ์การใช้งานและฟีเจอร์ระหว่างนักพัฒนาหลายราย ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลดีต่อผู้ใช้มากกว่าการผูกขาดโดยแพลตฟอร์มเดียว
Farcaster Protocol อธิบาย
Farcaster เป็น social protocol ที่พัฒนาโดยทีม Merkle Manufactory บริษัทที่ก่อตั้งโดยอดีตพนักงาน Coinbase โดยส่วนของการลงทะเบียนบัญชีและการยืนยันตัวตนอ้างอิงกับ Optimism ซึ่งเป็นเครือข่าย Layer 2 ที่สร้างอยู่บน Ethereum ทำให้มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการทำธุรกรรมบน Ethereum mainnet โดยตรง ขณะที่ยังคงได้รับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือบางส่วนจากระบบนิเวศ Ethereum ไอเดียหลักของ Farcaster คือการแยกระหว่าง custody หรือการเก็บรักษาข้อมูล ออกจาก verification หรือการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ใน Farcaster ผู้ใช้จะสร้างบัญชีโดยลงทะเบียนชื่อผู้ใช้ (เรียกว่า Farcaster name หรือ fname) ผูกกับ wallet ของตัวเอง ข้อมูลโปรไฟล์ โพสต์ และรายการติดตามทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บน hub servers ซึ่งทำหน้าที่คล้ายเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูล แต่แตกต่างจาก Web2 servers ตรงที่ใครก็สามารถรัน hub server ของตัวเองได้ และข้อมูลทุกชิ้นถูกลงลายเซ็นด้วย cryptographic signature เพื่อยืนยันว่ามาจากบัญชีใดจริง ทำให้ไม่สามารถปลอมแปลงหรือแก้ไขข้อมูลย้อนหลังได้โดยไม่ถูกตรวจจับ
เมื่อผู้ใช้ส่งข้อความ เช่น โพสต์ การกดติดตาม หรือการกดถูกใจ ข้อมูลนั้นจะถูก sign ด้วย private key ของผู้ใช้ก่อนส่งไปยัง hub servers เมื่อ hub ตรวจสอบ signature แล้วพบว่าถูกต้อง ข้อมูลจะถูกจัดเก็บและกระจาย (broadcast) ไปยัง hub อื่น ๆ ผ่านกลไกที่เรียกว่า gossip network วิธีนี้ทำให้ข้อมูลถูก sync กันทั่วทั้งเครือข่ายโดยไม่ต้องพึ่งเซิร์ฟเวอร์กลางเพียงจุดเดียวที่อาจถูกปิดกั้นหรือเซ็นเซอร์ได้ง่าย ผู้ใช้ทั่วไปมักเข้าถึง Farcaster ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Warpcast ซึ่งเป็นหนึ่งใน client ยอดนิยมที่พัฒนาโดยทีมเดียวกับผู้สร้างโปรโตคอล แม้ในความเป็นจริงจะมี client อื่นให้เลือกใช้ได้เช่นกัน
Lens Protocol อธิบาย
Lens Protocol เป็น social graph protocol ที่พัฒนาโดยทีมงานของ Aave ซึ่งเน้นการให้ผู้ใช้เป็นเจ้าของสิ่งที่เรียกว่า profile NFT ผู้ใช้แต่ละคนจะมี NFT ที่เป็นตัวแทนโปรไฟล์ของตัวเอง และถือครองกรรมสิทธิ์ใน NFT นั้นโดยตรง ทำให้ความเป็นเจ้าของถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนตามกลไกของบล็อกเชน ไม่ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
Lens Protocol เริ่มต้นด้วยการทำงานบน Polygon ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มักถูกอธิบายว่าเป็น Layer 2 ที่ออกแบบมาเพื่อให้มีค่าธรรมเนียมต่ำและความเร็วในการทำธุรกรรมสูงกว่า Ethereum mainnet ผู้ใช้สามารถสร้างโปรไฟล์บน Lens ได้โดยการ mint profile NFT ซึ่งมีกระบวนการคล้ายกับการ mint NFT ทั่วไป เพียงแต่ NFT ชิ้นนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของตัวตนทางสังคม (social identity) ของผู้ใช้บนเครือข่าย ทั้งนี้ทีมพัฒนา Lens ยังคงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโปรโตคอลอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงควรติดตามข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการเพื่อความถูกต้องล่าสุด
โครงสร้างหลักของ Lens Protocol ประกอบด้วยหลายส่วน ได้แก่ profiles หรือ Profile NFT ที่เป็นตัวแทนตัวตนของผู้ใช้, posts คือเนื้อหาที่ผู้ใช้แชร์บนโปรโตคอล, comments คือการตอบกลับโพสต์อื่น, mirrors คือการแชร์โพสต์ของผู้อื่นในลักษณะคล้ายการ retweet และ follows คือการติดตามโปรไฟล์อื่น ข้อดีสำคัญของการใช้ NFT แทนโปรไฟล์คือ โปรไฟล์กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถโอนเปลี่ยนมือได้ (tradeable asset) ซึ่งเปิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เช่น การซื้อขายบัญชีที่มีประวัติการใช้งานยาวนาน แม้ในทางปฏิบัติแนวคิดนี้จะยังมีข้อถกเถียงเรื่องความเหมาะสมอยู่บ้างในชุมชน
Social Graph ในบริบท Web3
Social graph เป็นแนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังทั้ง Farcaster และ Lens Protocol โดย social graph คือข้อมูลที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ เช่น ใครติดตามใคร ใครกดถูกใจอะไร หรือใครแสดงความคิดเห็นในโพสต์ไหน ในโลก Web2 นั้น social graph ถือเป็นทรัพย์สินลับของแพลตฟอร์ม ทำให้ยากมากที่จะดึงข้อมูลออกไปใช้กับแพลตฟอร์มอื่น ผู้ใช้ที่อยากเปลี่ยนแพลตฟอร์มจึงมักต้องเริ่มสร้างเครือข่ายผู้ติดตามใหม่ตั้งแต่ศูนย์
ในทางกลับกัน Web3 social protocols ออกแบบให้ social graph เป็นของผู้ใช้ตั้งแต่ต้น โครงสร้างข้อมูลถูกจัดเก็บในลักษณะเปิด (open) และพกพาได้ (portable) ผู้ใช้สามารถดึง social graph ของตัวเองออกมาใช้กับ client อื่นหรือแอปพลิเคชันอื่นได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง
การทำให้ social graph เป็น portable มีความสำคัญเพราะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับนักพัฒนา พวกเขาสามารถสร้าง client เฉพาะทางสำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกันได้ เช่น client สำหรับการทำงานร่วมกันในทีม client สำหรับความบันเทิง หรือ client สำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง โดยผู้ใช้ยังคงเข้าถึง social graph เดียวกันได้ผ่านทุก client เหล่านี้ ผู้ใช้จึงสามารถเลือกใช้แอปที่ถูกใจที่สุดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญเสียข้อมูลหรือการถูกตัดขาดจากเครือข่ายเดิม
On-chain Identity และ Portability
On-chain identity หมายถึงตัวตนของผู้ใช้ที่ถูกบันทึกและตรวจสอบได้บนบล็อกเชน ในโลก Web2 ตัวตนของผู้ใช้ถูกควบคุมโดยแพลตฟอร์มเป็นหลัก หาก Twitter, Facebook หรือ Instagram ตัดสินใจลบบัญชี ตัวตนและประวัติที่ผู้ใช้สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มนั้นก็จะหายไปพร้อมกัน โดยผู้ใช้แทบไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ
On-chain identity ทำงานแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อโปรไฟล์ของผู้ใช้อยู่ในรูปแบบ NFT หรือถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชน ตัวตนนั้นจะยังคงเป็นของผู้ใช้ตราบใดที่ผู้ใช้ยังถือครอง private key ที่ควบคุม wallet ของตนอยู่ ไม่มีบริษัท บริการ หรือแพลตฟอร์มใดสามารถลบหรือระงับตัวตนนั้นได้โดยฝ่ายเดียว เพราะข้อมูลไม่ได้ถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงจุดเดียว
Portability หมายถึงความสามารถในการเคลื่อนย้ายตัวตนจากแพลตฟอร์มหนึ่งไปยังอีกแพลตฟอร์มหนึ่งได้อย่างราบรื่น ตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้มีโปรไฟล์บน Lens Protocol ที่เข้าถึงผ่าน client แห่งหนึ่ง และวันหนึ่ง client นั้นตัดสินใจปิดตัวลง ผู้ใช้ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก เพราะโปรไฟล์ในรูปแบบ NFT ยังคงเป็นของผู้ใช้อยู่ ผู้ใช้สามารถไปเชื่อมต่อกับ client อื่นด้วย wallet เดิม แล้วเข้าถึงโปรไฟล์และ social graph เดิมได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นสร้างเครือข่ายใหม่แต่อย่างใด
ความท้าทายของ Web3 Social Adoption
แม้ Web3 social protocols จะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็ยังเผชิญความท้าทายสำคัญหลายด้านในการขยายฐานผู้ใช้ ความท้าทายแรกคือเรื่องการใช้งาน (usability) ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับหน้าตาและวิธีใช้งานของโซเชียลมีเดียแบบ Facebook, Twitter หรือ TikTok การต้องเข้าใจแนวคิดเรื่องบล็อกเชน cryptographic signature และ private key ยังคงเป็นเรื่องซับซ้อนสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับโลกคริปโต
ความท้าทายที่สองคือเรื่อง network effect Twitter ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพราะมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่เพราะคนส่วนใหญ่อยู่บนแพลตฟอร์มนั้นอยู่แล้ว หากเพื่อนและผู้คนที่คุณสนใจติดตามยังคงอยู่บน Facebook หรือ Twitter คุณก็แทบไม่มีแรงจูงใจที่จะย้ายไปใช้ Web3 social ในทันที ด้วยเหตุนี้แพลตฟอร์ม Web3 social จึงมักต้องเริ่มต้นจากการสร้างชุมชนกลุ่มเล็ก (niche community) ที่เหนียวแน่นก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายฐานผู้ใช้ไปสู่กลุ่มที่กว้างขึ้นในระยะยาว
ความท้าทายที่สามคือเรื่อง moderation และ content policy ในโลก Web2 บริษัทสามารถลบเนื้อหาที่ผิดกฎ เช่น สแปม ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง หรือเนื้อหาผิดกฎหมายได้โดยตรง แต่ใน Web3 social protocols เนื่องจากไม่มีหน่วยงานกลางใดควบคุมข้อมูลทั้งหมด การจัดการเนื้อหาจึงกลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าเดิมมาก แนวทางหนึ่งที่หลายโปรเจกต์เลือกใช้คือให้แต่ละ client เป็นผู้กำหนดว่าจะแสดงเนื้อหาใดบ้าง คล้ายกับตัวกรองสแปมของอีเมล แต่วิธีนี้ก็อาจนำไปสู่ปัญหา echo chamber ที่ผู้ใช้เห็นแต่เนื้อหาที่สอดคล้องกับมุมมองของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ
Farcaster vs Lens Protocol เปรียบเทียบ
Farcaster และ Lens Protocol มีเป้าหมายคล้ายกันคือการสร้างเครือข่ายสังคมแบบกระจายศูนย์ แต่มีแนวทางการออกแบบที่แตกต่างกันชัดเจน Farcaster เลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบ hub โดยข้อมูลส่วนใหญ่ เช่น โพสต์และการติดตาม ถูกเก็บไว้ใน hub servers แยกออกจากบล็อกเชนโดยตรง ส่วนบล็อกเชน (Optimism) ถูกใช้เพียงเพื่อลงทะเบียนบัญชีและยืนยันตัวตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ค่าธรรมเนียมในการใช้งานประจำวันของ Farcaster จึงค่อนข้างต่ำ
Lens Protocol เลือกให้ข้อมูลอ้างอิงกับบล็อกเชนมากกว่า ผ่านการใช้ profile NFT โดยการกระทำทางสังคม เช่น การติดตาม การโพสต์ และการแสดงความคิดเห็น จะถูกบันทึกไว้บนเชน (เดิมทีคือ Polygon) ทำให้ข้อมูลมีความโปร่งใสและแก้ไขย้อนหลังได้ยากกว่า แต่โดยทั่วไปแล้วค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมของ Lens มักสูงกว่า Farcaster แม้ค่าธรรมเนียมบน Polygon จะยังต่ำกว่า Ethereum mainnet อยู่มากก็ตาม
ในด้าน governance นั้น Farcaster ยังคงมีทีมผู้พัฒนาหลักอย่าง Merkle Manufactory เป็นผู้ดูแลทิศทางส่วนใหญ่ของโปรโตคอล แม้จะมีแนวโน้มเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในอนาคต ส่วน Lens Protocol เปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจผ่านกลไก governance ของระบบนิเวศตั้งแต่ช่วงต้น นอกจากนี้ Lens Protocol ยังมีแนวทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้ creator สร้างรายได้จากเนื้อหาโดยตรงมากกว่าที่ Farcaster เคยเป็นในช่วงแรกของการพัฒนา แม้ทั้งสองโปรเจกต์ต่างก็ปรับปรุงรูปแบบเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา
Use Cases และ Future Potential
Web3 social protocols สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายกรณี นอกเหนือจากการใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วไป ในด้าน Creator Economy Web3 social protocols สามารถช่วยให้ creator ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มกลางในการสร้างรายได้จากเนื้อหาของตัวเอง creator สามารถมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ติดตาม และสร้างชุมชนที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องกังวลว่าอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มจะจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาของตน
ในด้าน Professional Networks แม้ LinkedIn จะเป็นเครือข่ายมืออาชีพที่ได้รับความนิยม แต่ข้อมูลทั้งหมดยังคงถูกควบคุมโดย LinkedIn เพียงฝ่ายเดียว ทางเลือกแบบ Web3 อาจช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ เป็นเจ้าของตัวตนและเครือข่ายทางอาชีพของตัวเองได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องเริ่มสร้างประวัติใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนแพลตฟอร์ม ในด้าน Specialized Communities Web3 social protocols ยังเปิดโอกาสให้เกิดเครือข่ายสังคมเฉพาะทางสำหรับกลุ่มผู้ใช้เฉพาะกลุ่ม เช่น นักพัฒนา ศิลปิน หรือนักเคลื่อนไหวทางสังคม โดยแต่ละชุมชนสามารถกำหนดกติกา นโยบายการจัดการเนื้อหา และรูปแบบแรงจูงใจของตัวเองได้ตามความเหมาะสม
ในระยะยาว มีความเป็นไปได้ที่ Farcaster, Lens และโปรโตคอลอื่น ๆ จะสามารถทำงานร่วมกัน (interoperate) ได้มากขึ้น ผู้ใช้จากโปรโตคอลต่างกันอาจสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้โดยไม่ต้องสร้างบัญชีใหม่ทุกครั้งที่ย้ายไปใช้แอปอื่น นี่คือวิสัยทัศน์ปลายทางของ Web3 social นั่นคือระบบนิเวศของเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันได้อย่างเปิดกว้าง แม้ในปัจจุบันวิสัยทัศน์นี้จะยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและยังมีอุปสรรคทางเทคนิคอีกหลายจุดที่ต้องแก้ไข
ความเสี่ยงและข้อเตือนที่สำคัญ
แม้ Web3 social protocols จะมีข้อดีมากมาย ผู้ใช้ก็ควรทำความเข้าใจความเสี่ยงและข้อควรระวังก่อนเข้าร่วมใช้งาน ด้าน Private Key Security หากผู้ใช้ทำ private key สูญหาย จะไม่สามารถเข้าถึงบัญชีของตัวเองได้อีก และไม่มีกระบวนการ reset รหัสผ่านแบบดั้งเดิมที่จะช่วยกู้คืนได้ ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องสำรองข้อมูลสำคัญอย่างรัดกุมและเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย
ด้าน Scams and Fraud ในช่วงที่เทคโนโลยียังอยู่ระยะเริ่มต้นของการยอมรับใช้งาน มักมีการหลอกลวงในหลายรูปแบบ เช่น โปรเจกต์ NFT ปลอม การทำ rug pull หรือการทำ phishing เพื่อหลอกเอา private key ผู้ใช้จึงควรตรวจสอบแหล่งที่มาของแอปพลิเคชันและลิงก์ต่าง ๆ อย่างระมัดระวังก่อนเชื่อมต่อ wallet ด้าน Market Volatility โทเคนที่เกี่ยวข้องกับ Web3 social หลายตัวมีความผันผวนสูง มูลค่าอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ผู้ใช้ไม่ควรตัดสินใจทางการเงินโดยอิงจากความคาดหวังต่อมูลค่าโทเคนเพียงอย่างเดียว
ด้าน Regulatory Uncertainty สถานะทางกฎหมายของ Web3 social protocols และสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ผู้ใช้ควรติดตามความเคลื่อนไหวและประกาศจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากกฎระเบียบอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา (educational) เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือคำแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด
คำถามที่พบบ่อย
ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด
รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th
ดูบทความทั้งหมดสรุป
Web3 social protocols นำเสนอมุมมองใหม่ในการออกแบบโซเชียลมีเดีย โดยให้ผู้ใช้เป็นเจ้าของตัวตน เนื้อหา และ social graph ของตัวเองอย่างแท้จริง Farcaster และ Lens Protocol เป็นตัวอย่างของสองแนวทางที่แตกต่างกันในการนำแนวคิดนี้มาปฏิบัติจริง แม้ทั้งสองโปรเจกต์จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา แต่ก็สะท้อนให้เห็นทิศทางที่น่าสนใจของวงการเทคโนโลยีบล็อกเชน อนาคตของ Web3 social จะเติบโตได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติ เช่น การใช้งานที่ง่ายขึ้น การจัดการเนื้อหาที่เหมาะสม และการรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา (educational) เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน