Ledger Nano S Plus

dYdX เป็นตลาดสินค้าอนุพันธ์แบบกระจายอำนาจ (Decentralized Perpetual Futures Exchange) ที่ใช้รูปแบบ Orderbook ในการจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขาย แตกต่างจากตลาดสินค้าอนุพันธ์ที่ใช้ AMM ทั่วไป ซึ่งทำให้ผู้ใช้มีความเป็นอิสระในการตั้งราคาและใช้เลเวอเรจ (leverage) ได้ โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) บทความนี้จะอธิบายวิธีการทำงาน คุณสมบัติหลัก และความแตกต่างสำคัญระหว่างเวอร์ชัน v3 และ v4 ของโปรโตคอล

dYdX คืออะไร

dYdX เป็นโปรโตคอลบนบล็อกเชนที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์ส (Perpetual Futures) ได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางหรือทำ KYC สัญญา perpetual ในที่นี้มีลักษณะคล้ายสัญญาฟิวเจอร์สทั่วไป แต่ไม่มีวันหมดอายุ ผู้ใช้จึงสามารถถือสถานะการซื้อขายไว้ได้ตลอดเวลา และเลือกใช้เลเวอเรจ (leverage) เพื่อเปิดสถานะขนาดใหญ่ขึ้นด้วยเงินทุนจำนวนน้อยได้


สิ่งที่ทำให้ dYdX โดดเด่นคือการใช้ Orderbook Model ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ตลาดการเงินแบบเดิมใช้ ผู้ใช้สามารถตั้งราคาที่ต้องการซื้อหรือขายได้เอง แทนที่จะพึ่งพาสูตรทางคณิตศาสตร์อัตโนมัติแบบ AMM ความยืดหยุ่นนี้ทำให้ผู้ค้าที่ต้องการสภาพคล่องลึก (deep liquidity) สามารถทำการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

dYdX ไม่ถือครองคีย์ส่วนตัวหรือทรัพย์สินของผู้ใช้เลย — ทรัพย์สินยังคงอยู่ในกระเป๋าของคุณเสมอ

หลักการทำงานของ dYdX

ระบบ Orderbook ของ dYdX ทำงานโดยรวบรวมรายการคำสั่งซื้อ (bid) และรายการคำสั่งขาย (ask) ไว้ในสมุดคำสั่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อราคาที่ผู้ค้าตั้งไว้ตรงกับราคาของผู้ค้ารายอื่น ระบบจะจับคู่คำสั่งทั้งสองฝ่ายโดยอัตโนมัติ จากนั้นธุรกรรมและการชำระราคาจะถูกบันทึกลงบนบล็อกเชน


เมื่อใช้เลเวอเรจ ผู้ใช้จะวางเงินหลักประกันบางส่วน (Margin) ไว้กับสถานะที่เปิด เงินหลักประกันนี้เองที่เป็นตัวกันชนต่อความเสี่ยงจากการขาดทุน (Liquidation) หากราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะของผู้ใช้จนมูลค่าหลักประกันลดต่ำกว่าระดับที่กำหนด ระบบจะปิดสถานะสัญญาของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ

Liquidation สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วหากใช้ leverage สูง — ผู้ใช้ใหม่ควรเริ่มด้วยจำนวน leverage ต่ำ

คุณสมบัติหลักของ dYdX

ข้อดีสำคัญของ dYdX มีหลายประการ ประการแรก เป็นระบบแบบ Non-Custodial ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ยังคงควบคุมคีย์ส่วนตัวและสินทรัพย์ของตนเองตลอดเวลา ทำให้ตลาดไม่สามารถอายัดหรือยึดเงินของผู้ใช้ได้ ประการที่สอง ผู้ใช้มีอิสระในการตั้งราคาเอง ไม่ต้องอาศัยสูตรราคาอัตโนมัติแบบ AMM ประการที่สาม ความลึกของตลาด (Market Depth) ที่ดีช่วยให้สามารถซื้อขายในปริมาณมากได้โดยราคาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก


นอกจากนี้ dYdX ยังอนุญาตให้ผู้ใช้เปิดสถานะด้วยเลเวอเรจ (Leverage) ในระดับที่สูงกว่าตลาดหุ้นทั่วไป และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบ maker-taker ซึ่งหมายถึงผู้ที่วางคำสั่งใหม่เข้าไปในระบบ (Maker) มักเสียค่าธรรมเนียมต่ำกว่าผู้ที่จับคู่กับคำสั่งที่มีอยู่แล้ว (Taker) ในบางกรณี Maker อาจได้รับส่วนลดหรือส่วนแบ่งค่าธรรมเนียม (Rebate) แทนที่จะต้องจ่ายเอง

กรณีการใช้งาน dYdX

ผู้ค้าใช้ dYdX ในหลากหลายวิธี วิธีแรกคือการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) สำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์จริง เช่น หากผู้ลงทุนกังวลว่าราคา Bitcoin อาจปรับตัวลง เขาสามารถเปิดสถานะขายสัญญา perpetual Bitcoin เพื่อชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น


วิธีที่สองคือการเก็งกำไร (Speculation) ซึ่งผู้ค้าคาดการณ์ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วยการซื้อหรือขายสัญญา perpetual โดยใช้เลเวอเรจเพื่อขยายผลกำไร (และขาดทุน) วิธีที่สามคือการทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Arbitrage) ซึ่งผู้ค้าจะหาความแตกต่างของราคาสินทรัพย์เดียวกันระหว่างตลาดที่ต่างกัน แล้วทำการซื้อขายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างนั้น

เปรียบเทียบกับตัวเลือกอื่น

ตลาดสินค้าอนุพันธ์แบบกระจายอำนาจมีหลากหลายรูปแบบ กลุ่มที่พบมากคือโปรโตคอลแบบ AMM (Automated Market Maker) เช่น Uniswap หรือ Aave ที่ใช้สูตรทางคณิตศาสตร์อัตโนมัติเพื่อกำหนดราคา ในขณะที่รูปแบบ Orderbook ที่ dYdX ใช้ให้ความเป็นอิสระในการตั้งราคามากกว่า แต่ต้องรอการจับคู่กับคำสั่งของผู้ค้ารายอื่น ซึ่งอาจทำให้ต้องรอนานกว่า


เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดส่วนกลาง (Centralized Exchange) เช่น Binance หรือ Bybit dYdX มีข้อดีในเรื่องการไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน และมีความปลอดภัยในแง่ที่ผู้ใช้ควบคุมเงินทุนของตนเองตลอดเวลา แต่ตลาดส่วนกลางมักได้เปรียบในเรื่องความเร็วในการทำธุรกรรม ความลึกของตลาด และความสะดวกในการใช้งาน

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

ความเสี่ยงที่เด่นชัดที่สุดของการใช้งาน dYdX คือ Liquidation หากการคาดการณ์ของผู้ใช้ผิดพลาดและราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะที่เปิดไว้ ระบบจะปิดสถานะสัญญาโดยอัตโนมัติ และในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรง การถูกบังคับปิดสถานะพร้อมกันของผู้ใช้จำนวนมากอาจยิ่งเร่งความเสียหายให้มากขึ้น ความเสี่ยงที่สองคือความเสี่ยงจากช่องโหว่ของสมาร์ทคอนแทรกต์ (Smart Contract Risk) เนื่องจากโปรโตคอล dYdX เป็นซอฟต์แวร์ที่เขียนโดยมนุษย์ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อบกพร่องในโค้ดอยู่เสมอ


ความเสี่ยงที่สามคือความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา (Volatility Risk) ตลาด Cryptocurrency มีการเปลี่ยนแปลงราคาที่รุนแรงและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัญญา perpetual ที่ใช้เลเวอเรจสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาเครือข่าย (Network Failure) ที่อาจทำให้ไม่สามารถทำธุรกรรมได้ตามที่ต้องการในจังหวะสำคัญ

การนำมาใช้จริงและ v3 vs v4

dYdX เปิดตัวเวอร์ชัน v3 บน StarkEx ซึ่งเป็น Layer 2 ของ Ethereum ที่ช่วยลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรมเมื่อเทียบกับการทำงานบน Ethereum โดยตรง เวอร์ชันนี้ได้รับความนิยมและช่วยให้โปรโตคอลเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกลุ่มตลาดสินค้าอนุพันธ์แบบกระจายอำนาจ ต่อมาทีมงานตัดสินใจพัฒนาเวอร์ชัน v4 ให้เป็นบล็อกเชนอิสระของตัวเองโดยสร้างด้วย Cosmos SDK


ข้อดีหลักของเวอร์ชัน v4 คือความสามารถในการควบคุมและปรับปรุงโปรโตคอลได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพา StarkEx หรือ Ethereum นอกจากนี้ dYdX ยังสามารถจัดการระบบธรรมาภิบาลแบบกระจายอำนาจ (Governance) ได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น และปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมกับเครือข่ายของตนเองได้ การย้ายไปยัง v4 ถือเป็นก้าวสำคัญของโปรโตคอลในการมุ่งสู่ความเป็นอิสระและความยั่งยืนในระยะยาว

ระบบนิเวศปัจจุบันและสถานะการใช้งาน

ในช่วงที่เปิดให้บริการ dYdX v3 บน StarkEx ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนผู้ค้าและ Market Maker ที่ช่วยรักษาความลึกของตลาดไว้ได้ดี ทำให้ dYdX กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ค้า perpetual ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและควบคุมทรัพย์สินของตนเอง


การเปิดตัว v4 ทำให้ dYdX ย้ายมาดำเนินงานบนบล็อกเชนของตัวเองอย่างสมบูรณ์ โดย v4 ได้กลายเป็นเวอร์ชันหลักที่โปรโตคอลมุ่งพัฒนาต่อไป ผู้ใช้จึงควรตรวจสอบสถานะและช่องทางการใช้งานล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการของ dYdX ก่อนเริ่มใช้งานเสมอ เนื่องจากรายละเอียดของแต่ละเวอร์ชันอาจเปลี่ยนแปลงไปตามการพัฒนาของโปรโตคอล

สิ่งที่ควรรู้ก่อนใช้งาน dYdX

หากคุณสนใจใช้งาน dYdX ควรเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยและทำความเข้าใจพื้นฐานของสัญญา perpetual ให้ดีก่อนตัดสินใจใช้เลเวอเรจ (Leverage) เพราะผู้ใช้ใหม่มักประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป จนทำให้เสียเงินอย่างรวดเร็ว


ควรเรียนรู้วิธีตั้งค่า Stop Loss (คำสั่งปิดสถานะอัตโนมัติเมื่อขาดทุนถึงจุดที่กำหนด) เพื่อจำกัดความเสียหาย ใช้เงินเฉพาะส่วนที่ยอมรับการสูญเสียได้เท่านั้น และไม่ควรใช้เลเวอเรจสูงเกินกว่าระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ โดยสรุปแล้ว dYdX เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพแต่มาพร้อมความเสี่ยงสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ศึกษาและทำความเข้าใจกลไกการทำงานมาเป็นอย่างดีเท่านั้น

คำถามที่พบบ่อย

dYdX ต่างจาก Uniswap อย่างไร
Uniswap ใช้ Automated Market Maker (AMM) ที่ใช้สูตรทางคณิตศาสตร์เพื่อกำหนดราคา ในขณะที่ dYdX ใช้ Orderbook Model ที่ผู้ใช้ตั้งราคาเอง ทำให้ dYdX มีความเป็นอิสระในการตั้งราคากว่า แต่ต้องรอการจับคู่ซื้อขาย
Perpetual Futures หมายความว่าอย่างไร
Perpetual Futures เป็นสัญญาที่ยอมให้ผู้ใช้เก็งกำไรหรือป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า โดยไม่มีวันหมดอายุ ไม่เหมือนกับฟิวเจอร์สทั่วไปที่มีวันหมดอายุ
ความแตกต่างหลักระหว่าง v3 และ v4 คืออะไร
v3 ทำงานบน StarkEx (Layer 2 ของ Ethereum) ขณะที่ v4 เป็น Blockchain แบบอิสระที่สร้างด้วย Cosmos SDK v4 ให้ความเป็นอิสระและประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วน v3 เป็นเวอร์ชันที่เปิดตัวก่อนหน้าและวางรากฐานให้กับความนิยมของโปรโตคอล
Liquidation คืออะไร และเกิดขึ้นเมื่อไร
Liquidation เป็นการปิดสถานะสัญญาโดยอัตโนมัติเมื่อขาดทุนของผู้ใช้มากเกินไป ทำให้เงินประกันไม่พอ ส่งผลให้ผู้ใช้สูญเสียมูลค่าหรือทั้งจำนวนเงินที่ฝาก
ฉันจำเป็นต้องผ่าน KYC เพื่อใช้ dYdX หรือไม่
ไม่จำเป็น dYdX ไม่ต้องการการยืนยันตัวตน ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกระเป๋าวอลเล็ตของตนเองและเริ่มใช้งานได้ทันที

ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด

รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th

ดูบทความทั้งหมด

สรุป

dYdX เป็นตลาดสินค้าอนุพันธ์แบบกระจายอำนาจที่นำเสนอแนวทางใหม่ในการซื้อขาย perpetual futures โดยใช้ Orderbook Model และไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน การย้ายไปยัง v4 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโปรโตคอลในการพัฒนาสู่ความเป็นอิสระและความยั่งยืน ผู้ค้าที่สนใจควรทำความเข้าใจความเสี่ยงให้รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงจาก Liquidation ก่อนตัดสินใจใช้งาน

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน