Ledger Nano S Plus

Ethereum เป็นเครือข่ายบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์ที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถสร้างแอปพลิเคชั่นที่ปลอดภัยและไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง ตรงข้ามกับ Bitcoin ที่ใช้เฉพาะสำหรับการโอนเงิน Ethereum เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถใช้สร้างสัญญาอัจฉริยะและแอปพลิเคชั่นที่หลากหลาย ถูกสร้างขึ้นในปี 2015 โดย Vitalik Buterin และได้กลายเป็นเครือข่ายบล็อกเชนอันดับสองที่มีมูลค่าที่สำคัญที่สุดในโลก

Ethereum คืออะไร

Ethereum เป็นแพลตฟอร์มบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์ที่อนุญาตให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นที่ทำงานบนเชนขนาดใหญ่ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกัน โดยปราศจากเซิร์ฟเวอร์กลาง ยังคงรักษาความปลอดภัยจากการโจมตีและการแก้ไข แม้ว่า Ethereum อายุน้อยกว่า Bitcoin เพียงแปดปี แต่ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเป็นเทคโนโลยีที่ปฏิวัติวงการ และสร้างมูลค่ามหาศาล

Ethereum แตกต่างจาก Bitcoin ตรงที่ Ethereum ไม่ได้เพียงแค่เป็นสกุลเงินดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสร้างแอปพลิเคชั่นแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Applications หรือ DApps) สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) และโทเคนใหม่ ๆ ผู้ใช้งาน Ethereum ถูกรวมกลุ่มจากนักพัฒนาและนักลงทุนไปจนถึงผู้ประกอบการและองค์กร

💡 Ethereum เป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนแปลงวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี

ประวัติศาสตร์และพัฒนาการของ Ethereum

Ethereum ได้ถูกเสนอครั้งแรกในปี 2013 โดย Vitalik Buterin นักพัฒนารหัสที่มีวิสัยทัศน์ในการสร้างบล็อกเชนที่มีความสามารถมากกว่า Bitcoin ในปี 2014 ทีมแกนของ Ethereum ได้ทำการระดมทุนผ่านการขายโทเคน ICO (Initial Coin Offering) และในปี 2015 เครือข่าย Ethereum ได้เปิดตัวเป็นทางการ ตั้งแต่นั้นมา Ethereum ได้อยู่ภายใต้การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และขนาดได้

ในเดือนกันยายน 2022 Ethereum ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ด้วยการปรับเปลี่ยนเรียกว่า "The Merge" ซึ่งเปลี่ยนกลไกการสร้างบล็อกจากการทำงานหนักตามหลักสัตยศาสตร์ (Proof of Work) ไปเป็นการตรวจสอบการทำงานแบบสัดส่วน (Proof of Stake) ซึ่งประหยัดพลังงานมากขึ้น

ความแตกต่างระหว่าง Ethereum และ Bitcoin

แม้ว่า Ethereum และ Bitcoin ต่างก็เป็นเทคโนโลยีบล็อกเชนแต่พวกเขามีความแตกต่างสำคัญหลายประการ Bitcoin ถูกออกแบบมาเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้สำหรับการโอนเงิน ในขณะที่ Ethereum เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสร้างแอปพลิเคชั่นและสัญญาอัจฉริยะ ความแตกต่างนี้ทำให้วัตถุประสงค์และการใช้งานของทั้งสองเครือข่ายแตกต่างกันไป

ลักษณะBitcoinEthereum
---------
ปีที่เปิดตัว20092015
จำนวนโทเคนทั้งหมด21 ล้าน BTCไม่มีขีดจำกัด
เวลาสร้างบล็อก10 นาที12 วินาที
ระบบฉันทามติProof of WorkProof of Stake
ความสามารถหลักโอนเงินSmart Contracts & DApps
💡 Bitcoin = สกุลเงิน Ethereum = แพลตฟอร์ม

Smart Contracts หรือสัญญาอัจฉริยะ

หัวใจสำคัญของ Ethereum คือสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทำงานบนบล็อกเชน Ethereum โดยอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขที่กำหนดไว้เป็นจริง สัญญาอัจฉริยะนี้ขจัดความจำเป็นต้องพึ่งพาตัวกลางเช่นธนาคารหรือนายหน้า เพราะตัวของโปรแกรมจะจัดการการทำธุรกรรมโดยตรง

ตัวอย่างของสัญญาอัจฉริยะ อาจเป็นการประกันภัยอัตโนมัติ ที่ชำระเงินให้โดยอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่าง หรือการให้ยืมเงิน ที่ตรวจสอบว่าผู้ยืมมีหลักประกันเพียงพอหรือไม่ โดยไม่ต้องมีพนักงานธนาคารตรวจสอบ สัญญาอัจฉริยะดังกล่าวช่วยให้สามารถสร้างแอปพลิเคชั่นที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

💡 Smart Contracts อนุญาตให้มีการทำธุรกรรมโดยอัตโนมัติแบบไม่มีตัวกลาง

Gas และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม

เมื่อคุณสร้างธุรกรรมบน Ethereum หรือโต้ตอบกับสัญญาอัจฉริยะ คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า "Gas" ค่า Gas นี้มีหน่วยเป็น gwei ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของ Ether โดยค่า Gas ใช้ในการจ่ายสำหรับการประมวลผลข้อมูลของคุณบนเครือข่าย ยิ่งการทำธุรกรรมซับซ้อนมากเท่าไหร่ ก็จะต้องใช้ Gas มากขึ้นเท่านั้น

ค่า Gas บน Ethereum มักจะเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของเครือข่าย ในเวลาที่มีผู้คนจำนวนมากสร้างธุรกรรมพร้อมกัน ค่า Gas จะสูงขึ้น และในเวลาที่ผู้คนสร้างธุรกรรมน้อยลง ค่า Gas จะลดลง ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้งาน Ethereum จึงพยายามเลือกเวลาที่เหมาะสมในการสร้างธุรกรรมเพื่อลดค่า Gas

💡 Gas คือค่าธรรมเนียมที่ปรับเปลี่ยนไปตามความต้องของเครือข่าย

Ether (ETH) โทเคนดิจิทัล

Ether (ETH) คือสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้บน Ethereum มันเป็นโทเคนที่นักลงทุนสามารถซื้อขาย และใช้จ่ายในการชำระค่า Gas และธรรมเนียมธุรกรรม Ether มีมูลค่าตลาดที่สูงมากและเป็นสกุลเงินดิจิทัลอันดับสองหลัง Bitcoin ในแง่ของมูลค่าตลาดรวม

Ether ทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงของเครือข่าย Ethereum ทำให้ผู้คนสามารถสร้างแอปพลิเคชั่น สัญญาอัจฉริยะ และโทเคนใหม่ ได้อย่างปราศจากแนวคิดเดิมของการมีตัวกลาง นอกเหนือจากการใช้จ่ายค่าธรรมเนียม Ether ยังสามารถใช้ในการหาเสียงและการตรวจสอบบล็อกใหม่บน Ethereum ดังนั้น Ether จึงมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยและการทำงานของเครือข่าย

💡 Ether (ETH) คือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อน Ethereum

Ethereum 2.0 และ Proof of Stake

Ethereum 2.0 คือการปรับปรุงครั้งใหญ่ของเครือข่าย Ethereum ที่เปลี่ยนจากการใช้ Proof of Work ไปเป็น Proof of Stake ในระบบ Proof of Stake นั้น ผู้ตรวจสอบจะวางเดิมพันด้วย Ether ของตนเองเพื่อให้ได้รับสิทธิในการตรวจสอบธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่ ระบบนี้ประหยัดพลังงานมากขึ้นเพราะไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีการประมวลผลที่แรงเช่นใน Proof of Work

ด้วยการเปลี่ยนไปเป็น Proof of Stake Ethereum ได้ลดการใช้พลังงาน ลง 99.95% เมื่อเทียบกับระบบเดิม นอกจากนี้ยังช่วยให้มีผู้ประเมินมากขึ้น เพราะคุณไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์พิเศษเพื่อเข้าร่วม คุณแค่ต้องจัดเก็บ 32 Ether ในกระเป๋าของคุณ

💡 Proof of Stake ประหยัดพลังงาน 99.95% เมื่อเทียบกับ Proof of Work

การใช้งาน Ethereum ในโลกจริง

Ethereum ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครือข่ายสำหรับนักลงทุนเท่านั้น มันมีการใช้งานที่หลากหลายในโลกจริง เช่น การสร้าง NFTs (Non-Fungible Tokens) ซึ่งเป็นโทเคนดิจิทัลที่แทนศิลปะงาน และสิ่งของสะสมอื่น ๆ และ DeFi (Decentralized Finance) ซึ่งช่วยให้ผู้คนสามารถยืมเงิน ให้ยืม และซื้อขายโดยไม่ต้องพึ่งพาธนาคาร

องค์กรต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงบริษัทออกแบบเทคโนโลยีชั้นนำ ได้เริ่มสำรวจการใช้ Ethereum ในระบบการจัดส่ง การออกแบบลายลักษณ์อักษร และการตรวจสอบความถูกต้อง บางประเทศได้เริ่มยอมรับ NFTs สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของศิลปะและสิ่งของสะสม

💡 Ethereum ขับเคลื่อน NFTs DeFi และแอปพลิเคชั่นที่หลากหลายอื่น ๆ

คำถามที่พบบ่อย

ETH และ Ethereum แตกต่างกันอย่างไร
Ethereum คือแพลตฟอร์มบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์ ส่วน ETH (Ether) คือสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้บนแพลตฟอร์มนั้น Ethereum เป็นระบบ ETH คือเชื้อเพลิงของระบบ
ฉันจะซื้อ Ethereum ได้อย่างไร
คุณสามารถซื้อ Ethereum (ETH) บนการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล เช่น Binance Kraken Coinbase โดยใช้เงินในประเทศ หรือใช้บัตรเครดิต การซื้อขายนั้นง่ายและรวดเร็ว
Ethereum ใช้พลังงานเท่าไหร่
หลังจากการอัปเกรด Ethereum 2.0 ในปี 2022 การใช้พลังงานลดลง 99.95% เมื่อเทียบกับระบบเดิม ระบบ Proof of Stake นี้ประหยัดพลังงานมากขึ้นเพราะไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีการประมวลผลที่แรง
สัญญาอัจฉริยะใช้ในการทำอะไร
สัญญาอัจฉริยะสามารถใช้สำหรับการให้ยืมเงิน ประกันภัย การซื้อขาย การจัดสัญญา และแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง ทำให้การทำธุรกรรมเป็นไปโดยอัตโนมัติและเชื่อถือได้
ปลอดภัยหรือไม่ที่จะลงทุนใน Ethereum
Ethereum ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีความปลอดภัยสูง แต่สกุลเงินดิจิทัลจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ควรศึกษาให้รอบคอบและลงทุนเพียงจำนวนที่คุณสามารถสูญเสีย บันความรู้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ

ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด

รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวัน

ดูบทความทั้งหมด

สรุป

Ethereum เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับการเงิน และแอปพลิเคชั่นดิจิทัล ด้วยสัญญาอัจฉริยะและแพลตฟอร์มที่กระจายศูนย์ มันนำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่ไม่มีขีดจำกัด อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าวิธีการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง และความรู้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้มีเนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน