Ledger Nano S Plus

Perpetual Futures (เพอร์พิชวลฟิวเจอร์ส) เป็นสัญญาซื้อขายที่ไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งช่วยให้นักเทรดสามารถเปิดสถานะขนาดใหญ่โดยใช้ leverage ได้ นัยสำคัญของมันคือ mechanism ที่เรียกว่า "Funding Rate" ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกที่รักษาความสมดุลระหว่างราคาสัญญาและราคาตลาดจริง (spot price) ในบทความนี้ เราจะอธิบายว่า Funding Rate ทำงานอย่างไร ทำไมมันถึงสำคัญ และผลกระทบต่อผู้เทรด

Perpetual Futures คืออะไร

Perpetual Futures เป็นสัญญาฟิวเจอร์สที่ได้รับการปรับปรุง ต่างจากฟิวเจอร์สแบบเดิมที่มีวันหมดอายุ (expiration date) ตั้งไว้ เพอร์พิชวลฟิวเจอร์สไม่มีวันหมดอายุ นักเทรดสามารถถือสถานะได้นานเท่าที่ต้องการตราบเท่าที่พวกเขามีเงินประกันในบัญชี (collateral) เพียงพอ และไม่ถูกบังคับปิดสถานะเมื่อครบกำหนดสัญญาเหมือนฟิวเจอร์สทั่วไป


สัญญาเหล่านี้ออกแบบมาให้ค่อนข้างชิดกับราคา spot (ราคาจริงในตลาดสด) เพราะนักเทรดส่วนใหญ่ต้องการให้ราคาสัญญาสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ Mechanism ที่สำคัญในการทำให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นคือ Funding Rate ซึ่งเป็นการจ่ายเงินเป็นระยะๆ ระหว่างผู้ที่ถือสถานะ Long และ Short

Funding Rate เป็นลักษณะเฉพาะของเพอร์พิชวลฟิวเจอร์ส ฟิวเจอร์สแบบจำกัดระยะเวลาไม่มี mechanism นี้

Funding Rate ทำงานอย่างไร

Funding Rate คือการจ่ายเงินเป็นระยะ (โดยทั่วไปทุก 8 ชั่วโมง) ระหว่างผู้ที่เปิด Long position (ผู้ที่ราคาเพิ่มขึ้น) และผู้ที่เปิด Short position (ผู้ที่ปรารถนาให้ราคาลดลง) ส่วนประกอบหลักของ Funding Rate ประกอบด้วยสองส่วน: (1) Interest Rate ซึ่งมักจะต่ำและแสดงถึงต้นทุนการยืมเงิน และ (2) Premium Index ซึ่งวัดความแตกต่างระหว่างราคาสัญญา (Mark Price) และราคา spot


เมื่อ Funding Rate เป็นบวก ผู้ถือ Long position จะต้องจ่ายให้ผู้ถือ Short position เป็นจำนวนเท่ากับ position size ของพวกเขาคูณด้วย Funding Rate โดยในสภาวะตลาดปกติค่าเรตมักอยู่ในระดับต่ำ (เศษเสี้ยวของเปอร์เซ็นต์ต่อรอบ) อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่มีความผันผวนสูง หรือเมื่อฝั่ง Long หรือ Short ฝั่งใดฝั่งหนึ่งมีปริมาณมากผิดปกติ Funding Rate สามารถสูงขึ้นได้มาก

Funding Rate เป็นบวกและเป็นลบ

Funding Rate เป็นบวก (Positive Funding) เกิดขึ้นเมื่อตลาดไม่สมดุล โดยมี Long position มากกว่า Short position อย่างชัดเจน ในสถานการณ์นี้ ผู้ซื้อส่วนใหญ่ (Long) ต้องจ่ายให้ผู้ขายส่วนใหญ่ (Short) เพื่อชักชวนให้เพิ่มเติมผู้ขาย จ่ายเงินมากขึ้นให้กับ Long holders เพื่อทำให้ตลาดสมดุล


ในทางกลับกัน Funding Rate เป็นลบ (Negative Funding) หมายความว่า Short positions มากกว่า Long positions ในสถานการณ์นี้ ผู้ขาย (Short) จะต้องจ่ายให้ผู้ซื้อ (Long) แทน สิ่งนี้ทำให้การเปิด Long position นั้นน่าดึงดูดใจมากขึ้นและช่วยให้ตลาดกลับมาสมดุล Funding Rate สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกช่วงเวลา ขึ้นอยู่กับความสนใจของตลาดและ Premium Index ที่คำนวณได้ตามจริง

Funding Rate ที่สูงมากอาจบ่งชี้ว่าตลาดนั้น Overheated และอาจมีการปรับตัวของราคาในเร็ว ๆ นี้

วิธีการอ้างอิงราคา (Price Anchoring)

กลไกหลักของ Funding Rate คือการรักษาให้ราคาสัญญา (Perpetual Price) เคลื่อนไหวใกล้เคียงกับ Spot Price เมื่อราคา Perpetual สูงกว่า Spot Price มากเกินไป ผู้ซื้อจะรู้สึกว่าพวกเขาเสียเปรียบ (เพราะพวกเขาต้องจ่าย Funding) และจึงขายออก ส่วนผู้ขายจะมีแรงจูงใจให้ขายมากขึ้นเพื่อรับผลประโยชน์จาก Funding Rate ที่เพิ่มขึ้น ผลกระทบนี้คือการรักษาราคาสัญญาให้อยู่ใกล้กับ Spot Price


ในทำนองเดียวกัน เมื่อราคา Perpetual ต่ำกว่า Spot Price ผู้ขายจะหยุดขายเพราะไม่มีแรงจูงใจที่ดี และผู้ซื้อจะขึ้นราคา ด้วยวิธีนี้ Funding Rate ตัวเองจึงกลายเป็นตัวจ้างเท้าใน (incentive mechanism) ที่ทำให้ตลาดสร้างดุลยภาพด้วยตัวของมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้บริหารจากศูนย์กลาง

ลักษณะเด่นของเพอร์พิชวลฟิวเจอร์ส

เพอร์พิชวลฟิวเจอร์สมีลักษณะเด่นหลายประการที่ทำให้มันแตกต่างจากอื่น ๆ ประการแรก ไม่มีการบังคับหมดอายุ (no expiration) ซึ่งหมายความว่านักเทรดสามารถถือสถานะได้ตราบเท่าที่ต้องการ ประการที่สอง Funding Rate ทำให้ราคาติดอยู่กับ Spot Price โดยธรรมชาติ ประการที่สาม มีการใช้ leverage ที่สูง ซึ่งหมายความว่านักเทรดสามารถเปิดสถานะขนาดใหญ่ได้โดยใช้เงินน้อยลง


ลักษณะเด่นอื่น ๆ ประกอบด้วยความเป็นนิรันดร์ (perpetuity) ซึ่งสมดุล (equilibrium) ที่สร้างขึ้นจาก Funding Rate และไม่มีต้นทุนการต่อสัญญา (no rollover cost) ที่ต้องจ่ายเมื่อเข้าสัญญาใหม่ทุกครั้งที่ฟิวเจอร์สเดิมหมดอายุ เหล่านี้ทั้งหมดทำให้เพอร์พิชวลฟิวเจอร์สเป็นเครื่องมือที่นักเทรดนิยมใช้ โดยเฉพาะสำหรับการเทรดระยะยาว

ความสามารถในการถือสถานะนานๆ จึงทำให้เพอร์พิชวลฟิวเจอร์สนิยมใช้สำหรับ strategy ระยะกลาง-ยาว

ประเภทของผู้ใช้และกรณีการใช้งาน

เพอร์พิชวลฟิวเจอร์สมีประโยชน์สำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกันหลายกลุ่ม ผู้เทรดเทคนิคอาจใช้มันเพื่อ Scalp หรือเทรดระยะสั้น ด้วยผลตอบแทนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการใช้ leverage นักลงทุนระยะยาวอาจใช้ Perpetual Futures เพื่อ hedge พอร์ตที่ตนถือครองอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากพวกเขาเป็นห่วงว่าราคาอาจลดลง พวกเขาสามารถเปิด Short position ในฟิวเจอร์สเพื่อชดเชยความเสี่ยง


Arbitrage traders อาจใช้ Perpetual Futures เพื่อ Arbitrage ระหว่าง Spot Market และ Futures Market โดยจำหน่ายสินทรัพย์จริงและซื้อใน Perpetual Futures (หรือในทางกลับกัน) เพื่อจับกำไรจากความแตกต่างของราคา Liquidity providers อาจให้ Liquidity เพื่อรับค่าธรรมเนียม (fees) ที่ได้จากทุกการเทรด นอกจากนี้ยังมี Sophisticated traders ที่ใช้ Perpetual Futures เป็นส่วนหนึ่งของ multi-leg strategies ที่ซับซ้อน

เปรียบเทียบกับ Futures แบบจำกัดระยะเวลาและอื่น ๆ

เพอร์พิชวลฟิวเจอร์สและฟิวเจอร์สแบบจำกัดระยะเวลา (traditional futures) มีความแตกต่างหลายประการ ฟิวเจอร์สแบบจำกัดระยะเวลามีวันหมดอายุที่แน่นอน (เช่น ทุกช่วงปลายเดือน) ในขณะที่ Perpetual Futures ไม่มี นอกจากนี้ Traditional Futures ไม่มีกลไก Funding Rate แต่ราคาสัญญามักแตกต่างจาก Spot Price เนื่องจากต้นทุนการถือครอง (Cost of Carry) ทำให้ราคาสัญญาสูงกว่า Spot Price (Contango) หรือต่ำกว่า (Backwardation) ซึ่งเรียกรวมว่า Basis ตรงกันข้าม Perpetual Futures ใช้ Funding Rate เพื่อรักษาราคาให้ใกล้เคียงกับ Spot Price ตลอดเวลา


เมื่อเปรียบเทียบกับ Options ฟิวเจอร์สโดยทั่วไปมีราคาถูกกว่าและง่ายกว่าในการเข้าใจ แต่ Options ให้ความยืดหยุ่นมากขึ้น (สิทธิในการเลือก) ต่างจากฟิวเจอร์สซึ่งเป็นสัญญาที่ผูกพัน (binding obligation) เพอร์พิชวลฟิวเจอร์สในแง่นี้อยู่ตรงกลาง คือมีสภาพคล่องสูง ต้นทุนต่ำ และมีกลไก Funding Rate ที่ช่วยรักษาราคาให้ใกล้เคียงกับราคาจริงอยู่เสมอ

ความเสี่ยงและข้อจำกัด

แม้ว่าเพอร์พิชวลฟิวเจอร์สมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง ความเสี่ยงแรกคือ Liquidation Risk ด้วยการใช้ leverage ที่สูง หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะที่ถืออยู่มากพอ นักเทรดอาจถูกบังคับปิดสถานะ (Force Liquidated) และสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ ความเสี่ยงที่สองคือ Funding Rate Risk เมื่อ Funding Rate สูงมากอย่างไม่คาดคิด นักเทรดที่ถือ Long position ก็อาจต้องจ่ายเงินจำนวนมากต่อชั่วโมง


นอกจากนี้ยังมี Counterparty Risk หากการแลกเปลี่ยน (exchange) ที่จัดการเพอร์พิชวลฟิวเจอร์สล่มลง ผู้ใช้อาจสูญเสียเงินของพวกเขา นอกจากนี้ ความผันผวนสูงยังอาจทำให้นักเทรดจำนวนมากถูกบังคับปิดสถานะพร้อมกัน (Cascade Liquidation) ซึ่งอาจยิ่งทำให้ราคาผันผวนรุนแรงขึ้นไปอีก และในบางกรณีอาจมีความพยายามปั่นราคา (manipulation) เพื่อหาประโยชน์จากนักเทรดที่ใช้ leverage สูง

ระบบนิเวศและการนำไปใช้ในปัจจุบัน

เพอร์พิชวลฟิวเจอร์สได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมการเทรด cryptocurrency ระบบนิเวศ ปัจจุบันประกอบด้วย Centralized Exchanges (CEX) มากมายที่เสนอ Perpetual Futures contracts รวมถึง Decentralized Exchanges (DEX) ที่มี Perpetual Protocol หรือ similar mechanisms ที่เรียกว่า Perps ที่ไม่มีศูนย์กลาง (permissionless)


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี Perpetual Futures ได้พัฒนาขึ้นอย่างมาก Funding Rate mechanics ก็ได้รับการปรับปรุง ตัวอย่างเช่น บางแพลตฟอร์มใช้ Clamp functions เพื่อป้องกัน Funding Rate สูงเกินไป บางแพลตฟอร์มมีการปรับปรุงวิธีคำนวณ Mark Price ให้แม่นยำและป้องกัน Manipulation ได้ดีขึ้น การแข่งขันระหว่าง exchanges นำไปสู่ fee structures ที่ดีขึ้นและ liquidity ที่ดีขึ้นสำหรับผู้ใช้

เคล็ดลับและการใช้งานที่ชาญฉลาด

สำหรับผู้ที่ต้องการเทรด Perpetual Futures เคล็ดลับต่อไปนี้มีประโยชน์: ประการแรก ทำความเข้าใจ Funding Rate ของ exchange ที่เลือกใช้ก่อนเปิด position เพื่อให้ทราบว่าคุณอาจจำเป็นต้องจ่ายหรือรับเงินจำนวนเท่าใด ประการที่สอง ใช้ Risk Management คือใช้ Stop Loss และ Position Sizing ที่เหมาะสม ไม่ใช้ leverage มากเกินไป ประการที่สาม เลือก Leverage ที่ต่ำลง แม้ว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงน้อยลง แต่ความเสี่ยงของการ Liquidation ก็ลดลงตามไปด้วย


นอกจากนี้ ผู้ที่วางแผนการเทรดระยะยาว ควรตรวจสอบ Funding Rate history เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบการจ่ายเงิน เมื่อ Funding Rate สูง อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดนั้น Overheated สุดท้าย พิจารณาการใช้ Hedge เช่นการเปิด Short position พร้อมกับการถือ Spot holdings เพื่อคุ้มครองตัวเองจากความเสี่ยง

คำถามที่พบบ่อย

ฉันจะได้รับเงินจาก Funding Rate หรือต้องจ่ายเงินไป
ขึ้นอยู่กับ side ที่คุณเลือก เมื่อ Funding Rate เป็นบวก ผู้ถือ Long position จะจ่ายเงินให้ Short position และเมื่อ Funding Rate เป็นลบ Short position จะจ่ายเงินให้ Long position แต่อย่างไรก็ตาม คุณต้องตรวจสอบทิศทางของตลาดและการจัดการความเสี่ยงของคุณด้วย
Funding Rate คำนวณและจ่ายเมื่อไร
Funding Rate คำนวณโดยทั่วไปทุก 8 ชั่วโมง (บางแพลตฟอร์มใช้ช่วงเวลาที่แตกต่าง) และการจ่ายเงินเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติภายในระบบของสัญญาสำหรับทุก position ที่เปิดอยู่ ณ เวลานั้น
สามารถรับ Funding ได้โดยไม่เปิด position หรือไม่
ไม่ได้ คุณต้องเปิด position (Long หรือ Short) เพื่อให้มีสิทธิ์ได้รับเงิน Funding Rate แม้ว่า Liquidation Risk และการใช้ Leverage สูงก็เป็นข้อพิจารณาที่สำคัญ
Perpetual Futures ปลอดภัยกว่า Spot Trading หรือไม่
ไม่ Perpetual Futures มีความเสี่ยงเพิ่มเติม (Leverage risk, Liquidation risk, Counterparty risk) ในขณะที่ Spot Trading นั้นง่ายกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า ก่อนการเลือก Perpetual Futures ให้ประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
ราคา Mark Price คืออะไรและเกี่ยวข้องกับ Funding Rate อย่างไร
Mark Price คือราคาที่ใช้ในการคำนวณ Liquidation และ Funding Rate มันออกแบบมาเพื่อป้องกัน Manipulation เมื่อ Mark Price สูง Premium Index ก็สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ Funding Rate ที่สูงขึ้นและทำให้นักเทรด Long ต้องจ่ายเงินมากขึ้น

ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด

รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th

ดูบทความทั้งหมด

สรุป

Perpetual Futures และ Funding Rate mechanism ของมัน เป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงวิธีการเทรด cryptocurrency อย่างมาก Funding Rate ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือปรับสมดุล (self-equilibrating mechanism) ที่รักษาราคาสัญญาให้ใกล้เคียงกับ Spot Price และให้นักเทรดความเป็นอิสระในการถือสถานะได้นานเท่าที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม ด้วย Leverage ที่สูงและ Liquidation Risk ที่มาพร้อมกัน ผู้ใช้ต้องเข้าใจกลไกนี้เป็นอย่างดีและตั้งใจใช้ Risk Management ที่เข้มงวด ก่อนเทรด Perpetual Futures เป็นครั้งแรก

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน