Ledger Nano S Plus

ในโลก Web3 ที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ หนึ่งในแนวคิดที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบคือ Soulbound Tokens (SBT) ซึ่งเป็นแนวความคิดที่เสนอโดย Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ในปี 2022 ไม่เหมือนกับ NFT ปกติที่สามารถซื้อขายได้ SBT คือ token ที่ไม่สามารถถ่ายโอนหรือจำหน่ายได้ เชื่อมโยงกับตัวตนของผู้ถือ (soul) ตลอดไป แนวคิดนี้เปิดโอกาสใหม่สำหรับการพิสูจน์身份 ประวัติการศึกษา ข้อมูลประจำตัว reputation บนบล็อกเชน การเข้าใจ SBT เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยี Web3 เพราะว่ามันมีศักยภาพในการแก้ปัญหาเรื่องการตรวจสอบตัวตน การต่อต้านการฉ้อโกง และการสร้างระบบ trust ที่มีความน่าเชื่อถือบนอินเทอร์เน็ต บทความนี้จะอธิบายอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับ SBT ว่าคืออะไร จะทำงานอย่างไร มีการใช้งานเช่นไร และจะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างไรในอนาคต

Soulbound Tokens (SBT) คืออะไร?

Soulbound Tokens หรือ SBT คือ token บนบล็อกเชนที่ออกแบบมาเพื่อแสดงถึงข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับตัวตนของบุคคล เช่น ประวัติการศึกษา ประกาศนียบัตร ข้อมูลการทำงาน หรือ reputation score ลักษณะเด่นของ SBT คือไม่สามารถเปลี่ยนมือ ซื้อขายได้ หรือถ่ายโอนให้คนอื่น ต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่ที่มีค่าทางการเงิน SBT มี value ที่ไม่ใช่ด้านการเงิน แต่เป็นการพิสูจน์ว่าคุณได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือมีคุณสมบัติเฉพาะตัว


แนวคิด SBT นั้นมาจากแนวคิดของ soul ในวรรณกรรมอนุกูลม์ สินค้าหรือสิ่งของที่มี soul ไม่สามารถถ่ายโอนได้ เพราะมันจำเพาะตัวบุคคลนั้นๆ ในที่นี้ wallet address คือ soul และ SBT คือข้อมูลที่ติดอยู่กับ soul นั้น คิดได้ว่า SBT เป็นเหมือนดิจิทัล passport ที่บันทึกข้อมูลทั้งหมดของคุณไว้บนบล็อกเชน แต่แตกต่างจากเอกสารปกติ มันบันทึกได้เพียงหนึ่งครั้ง

SBT แตกต่างจาก NFT ตรงที่ NFT มีมูลค่าทางการเงิน แต่ SBT ไม่ใช่สินค้าที่ขายได้ มันคือการพิสูจน์ความจริง

ประวัติความเป็นมาของ SBT และ Vitalik Buterin

Soulbound Tokens ถูกเสนออย่างเป็นทางการโดย Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum และ E. Glen Weyl นักเศรษฐศาสตร์ เมื่อเดือนเมษายน 2022 ในเอกสารชื่อ Decentralized Society: Finding Web3's Soul ซึ่งเผยแพร่บน Ethereum Research Forum งานวิจัยนี้เกิดจากการสังเกตว่า Web3 ไม่ควรเป็นแค่ระบบการเงินแบบเน้นเฉพาะเงินและการลงทุน แต่ควรมีระบบ governance และ identity ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น


มากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา Ethereum ถูกใช้เพื่อสร้าง smart contract สินค้า token และการเงินโดยส่วนใหญ่ แต่ไม่มีวิธีที่ดีในการพิสูจน์ตัวตนบนบล็อกเชน หรือสร้าง social graph ที่มีความหมายจริง ดังนั้น Buterin จึงกำหนดแนวคิด SBT เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว การเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนจากชุมชน Ethereum และเริ่มต้นโครงการนำร่อง pilot projects ในปี 2022-2023

เอกสาร Decentralized Society จาก Buterin เปลี่ยนทิศทางการพัฒนา Web3 จากการเน้นเพียงสินค้าไปสู่การสร้างตัวตนที่เชื่อถือได้

วิธีการทำงานของ SBT ในเชิงเทคนิค

ในระดับเทคนิค SBT ไม่ใช่ token ที่แตกต่างจาก ERC-721 (NFT standard) อย่างรุนแรง แต่เป็นการใช้ smart contract พิเศษที่มี restriction ในการถ่ายโอน โดย ERC-6366 proposal กำหนดให้ transfer function ถูก disable หรือมีการตรวจสอบที่ป้องกันไม่ให้เปลี่ยนเจ้าของ เมื่อใครหนึ่งออก SBT ให้กับ wallet address นั้น SBT จะอยู่ที่นั่นตลอดไป สิ่งสำคัญคือ SBT สามารถ revoke ได้ (ผู้ออก SBT สามารถยกเลิกได้) ในกรณีที่เกิดความผิดพลาด หรือหากข้อมูลบน token นั้นไม่ถูกต้อง


SBT ใช้ metadata เพื่อบันทึกข้อมูลสำคัญ เช่น เงื่อนไข วันที่ออก ผู้ออก และอื่นๆ ทั้งหมดถูกเก็บบนบล็อกเชน ซึ่งหมายความว่ามันคือการบันทึกถาวร ที่สามารถตรวจสอบได้ โครงสร้างข้อมูลที่ปกติเก็บไว้อย่างอย่างนี้: name (ชื่อเอกสาร), issuer (ผู้ออก), issuedDate (วันที่ออก), properties (คุณสมบัติเพิ่มเติม) ทั้งนี้ให้ความยืดหยุ่นสูงในการบันทึกข้อมูลหลากหลายประเภท

SBT ใช้ smart contract ที่ disable transfer และ approve function เพื่อป้องกันการเปลี่ยนมือ แต่ยังคงอนุญาต revoke เพื่อความยืดหยุ่น

ความแตกต่างระหว่าง SBT และ NFT ทั่วไป

NFT (Non-Fungible Token) ที่เรารู้จักในปัจจุบัน เช่น art NFT หรือ collectible NFT เป็น assets ที่มีมูลค่าทางการเงิน ผู้ถือสามารถซื้อ ขาย หรือให้ไปเป็นของขวัญได้ในตลาดเปิด ส่วน SBT นั้นออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นจริง ไม่ใช่สินค้า เมื่อมองจากมุมมองการออกแบบ NFT มีเป้าหมายที่จะแสดงสิ่งที่หนึ่ง (ownership) โดยเน้นความเป็นเอกลักษณ์และความหายากของสินค้า ส่วน SBT มีเป้าหมายที่จะแสดงถึง attribute หรือ property ของบุคคล ไม่ใช่สินค้าที่เป็นเอกลักษณ์


บ้างครั้ง SBT อาจถูกออกแบบให้สามารถ mint ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการสอบหรือการพิสูจน์แต่ละคนได้รับ SBT เดียวกัน ไม่ใช่ unique NFT นี่คือจุดแตกต่างที่สำคัญ


ตารางข้างล่างแสดงความเหมือนและความแตกต่าง:

ลักษณะเฉพาะNFT ทั่วไปSoulbound Token (SBT)
การถ่ายโอนสามารถถ่ายโอนได้อย่างเสรีไม่สามารถถ่ายโอนได้
มูลค่ามีมูลค่าทางการเงินไม่มีมูลค่าทางการเงิน
วัตถุประสงค์สะสม ขายขาด ลงทุนพิสูจน์ข้อมูลส่วนบุคคล
Revokeผู้ถือควบคุม ขายได้ลบได้ผู้ออก revoke ได้ถ้าจำเป็น
FungibilityNon-fungible (เป็นเอกลักษณ์)บ้างครั้ง Fungible (ไม่เป็นเอกลักษณ์)

NFT เป็นสินค้าที่มีมูลค่า SBT เป็นการพิสูจน์ว่าคุณมี qualification หรือประวัติใดๆ

ใช้งาน SBT ตัวอย่างจริงๆ ในโลกปัจจุบัน

Soulbound Tokens มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนวิธีที่เราพิสูจน์ข้อมูลทั้งหลายบนอินเทอร์เน็ต นี่คือตัวอย่างการใช้งานจริงๆ: ระบบการศึกษา มหาวิทยาลัยสามารถออก SBT ให้กับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา แทนที่จะออกใบประกาศนียบัตรกระดาษที่อาจสูญหายหรือปลอม บัณฑิตจะมี proof ถาวรบนบล็อกเชนว่าเขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยใด


การจ้างงาน บริษัทเอกชนหรือหน่วยงาน government สามารถออก SBT เป็นการพิสูจน์ว่าคุณทำงานที่เขามาแล้ว ซึ่งเป็น social proof สำหรับงานในอนาคต


ระบบสินเชื่อ ธนาคาร DeFi สามารถออก SBT ให้กับผู้ที่ชำระหนี้ได้ครบถ้วนตรงเวลา เพื่อสร้าง credit score บนบล็อกเชน ซึ่งช่วยให้ผู้มี track record ดีได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า


ระบบสัตยาบรรณการให้ (Governance) องค์กรหรือ DAO สามารถออก SBT เป็นการพิสูจน์ว่าคุณเป็นสมาชิก shareholder หรือมีสิทธิ์ vote ในองค์กร

SBT สามารถปฏิวัติระบบการพิสูจน์ ประกาศนียบัตร สินเชื่อ และการลงคะแนนเสียงเพราะคุณไม่สามารถปลอม หรือขายข้อมูลตัวเองได้

ข้อดีของ Soulbound Tokens

Soulbound Tokens มีข้อดีมากมายสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล: ต่อต้านการฉ้อโกง SBT ไม่สามารถซื้อขายได้ ดังนั้นจึงไม่มีการตลาดดำที่ขายข้อมูลปลอม หรือช่วยให้คนทำ Sybil attack หรือใช้ข้อมูลของคนอื่น ความเป็นส่วนตัวที่ควบคุมได้ ผู้ถือ SBT สามารถเลือกให้ใครเห็น SBT ของตัวเอง (ถ้าระบบรองรับ privacy) นี่แตกต่างจากการบันทึกข้อมูลแบบเก่าที่อยู่ในมือบริษัท


Interoperability เพราะ SBT อยู่บนบล็อกเชนแบบ public มี ecosystem ต่างๆ สามารถอ่าน SBT เดียวกันได้ ไม่เหมือน database ส่วนตัวของแต่ละบริษัท ความถาวร ข้อมูลบนบล็อกเชนเป็นการบันทึกถาวร ที่ไม่สามารถแก้ไขหรือลบได้โดยใคร (ยกเว้นผู้ออก SBT ที่อาจ revoke) การลดค่าใช้จ่ายด้านข้อมูล บริษัทไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินแพง ๆ เพื่อเก็บรักษาและบริหารจัดการฐานข้อมูลผู้ใช้ขนาดใหญ่ พวกเขาเพียงแค่ต้องใช้ blockchain ที่เป็นสาธารณะ

ข้อจำกัดและความท้าทาย

แม้ว่า SBT มีศักยภาพมหาศาล แต่ยังมีความท้าทายและข้อจำกัดที่ต้องแก้ไข: การฟื้นตัวจากการสูญเสีย Wallet ถ้าคุณสูญเสีย private key ของ wallet ที่มี SBT คุณอาจสูญเสีย SBT ไปตลอดไป เนื่องจาก SBT ไม่สามารถถ่ายโอนได้ การฟื้นตัวจาก wallet recovery จึงเป็นปัญหาใหญ่ ความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ ถ้า SBT ระบุข้อมูลส่วนตัว เช่น passport number ข้อมูลทั้งนั้นจะถูกเก็บบนบล็อกเชนแบบสาธารณะ ซึ่งอาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคล


ศูนย์กลางการออก (Centralization) ผู้ออก SBT มีอำนาจควบคุมเท่านั้น Revoke ได้ตามต้องการ ดังนั้นจึงมีความ centralized ที่ระดับหนึ่ง ความยุ่งยากในการถูกมองข่ามและการเลือกปฏิบัติ ถ้า SBT เก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานะทางการเงิน ข้อมูลทางศาสนา หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ผู้อื่นสามารถมองข่ามหรือเลือกปฏิบัติคนที่ไม่มี SBT บางตัว ความซับซ้อนเทคนิค ผู้ส่วนใหญ่ยังไม่รู้เกี่ยวกับการจัดการ wallet หรือบล็อกเชน ดังนั้นการนำ SBT ไปใช้ในชีวิตจริงต้องแสดงให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าใจได้

โครงการและการนำร่องของ SBT

แม้ว่า SBT ยังอยู่ในขั้นการพัฒนา แต่มีโครงการนำร่องบางตัวได้ทดสอบแนวคิดแล้ว: Ethereum Staking Credentials ในการปรับปรุง Shanghai upgrade ของ Ethereum ผู้ที่ staked ETH ได้รับ token ที่แสดงถึง validator status ซึ่งมีลักษณะคล้าย SBT (ไม่ส่งต่อได้) POAPs (Proof of Attendance Protocol) โครงการที่ออก token ให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะ เช่น conference หรือ event ไม่ได้ว่า "ทั่ว SBT" แต่เป็นการแสดงลักษณะเดียวกัน คือพิสูจน์การเข้าร่วมกิจกรรม


Gitcoin Passport โครงการที่ช่วยให้ผู้ใช้ Web3 พิสูจน์ว่าพวกเขาเป็นบุคคลจริง ไม่ใช่ Sybil attack โดยการเชื่อมต่อบัญชี GitHub, Twitter, Discord อื่น ๆ ไป Lens Protocol ระบบ social network ที่ใช้ NFT profile และตั้งแต่ 2023 เริ่มนำเสนอ SBT-like features เพื่อแสดง reputation และ follower relationship

POAPs และ Lens Protocol ได้สร้าง foundation สำหรับ SBT ecosystem เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพจริง

สถาปัตยกรรมเทคนิคและ Smart Contract

SBT ถูกสร้างอยู่บนหลักการของ smart contract เทคโนโลยี blockchain ส่วนใหญ่นี้ใช้ Ethereum Standard เช่น ERC-721 หรือ ERC-1155 แต่มีการปรับเปลี่ยนสำคัญ: Disable Transfer Function ทำให้ smart contract ถูกออกแบบเพื่อป้องกันการใช้ transfer หรือ transferFrom function ส่วนใหญ่ดำเนินการ revert หรือ throw error ถ้าพยายาม transfer


Mint and Revoke Capabilities ผู้ออก (issuer) สามารถ mint SBT ไปยัง wallet ใดก็ได้ และสามารถ revoke ได้ถ้าจำเป็น โดยทำการ burn token หรือ update status Metadata Standard SBT ใช้ JSON metadata เพื่อเก็บข้อมูลทั้งหมด โดยทั่วไปมี name, description, issuer, issuedDate, properties ทั้งนี้ให้ความยืดหยุ่นสูงในการบันทึกข้อมูลหลากหลายประเภท


Gas Efficiency เนื่องจาก SBT ไม่สามารถ trade ได้ การทำธุรกรรมจึงมี cost ต่ำกว่า NFT ทั่วไปที่มี marketplace activity ที่สูง ซึ่งทำให้การออก SBT จำนวนมากในเชิงเศรษฐศาสตร์สามารถทำได้

การออกแบบ SBT ให้ gas-efficient ช่วยให้สถาบันขนาดใหญ่สามารถออก SBT ให้ผู้คนนับพันหรือแสนได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง

อนาคตของ SBT และการนำไปใช้

Soulbound Tokens มีโอกาสจะเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในหลายด้าน: Identity Protocol SBT อาจกลายเป็น foundation สำหรับระบบ decentralized identity (DID) ที่มนุษยชาติต้องการมานาน ซึ่งผู้ใช้สามารถมีการควบคุมข้อมูลส่วนตัว แต่ยังสามารถพิสูจน์ข้อมูลนั้นได้ Financial Inclusion ในประเทศที่ยังไม่มีระบบการจดทะเบียนเอกสารที่ดี SBT สามารถช่วยให้ผู้คนเข้าถึงการเงินดิจิทัล โดยการสร้างประวัติการชำระหนี้บนบล็อกเชน


Social Networks ใหม่ Web3 social media ถัดไปอาจสร้าง social graph ที่ยึดตาม SBT แล้ว reputation ที่ verified ไม่ใช่ follower count ที่เพิ่มได้ด้วยเงิน Government Services ในบางประเทศ government อาจออก SBT แทน national ID หรือ passport ซึ่งจะ reduce bureaucracy และ corruption DAO Governance DAO ใช้ SBT เพื่อพิสูจน์สมาชิกที่ active และ verified แทนที่จะใช้ token ที่ซื้อได้

ความเสี่ยงและการพิจารณา Privacy

การใช้งาน SBT นำเสนอความเสี่ยง privacy และ security ที่มี severity สูง: On-Chain Data Permanence ข้อมูลบนบล็อกเชนเป็นการบันทึกถาวรทั้งสิ้น หมายความว่าหากมีการบันทึกข้อมูลส่วนตัวบน SBT คุณไม่สามารถลบได้เลย De-anonymization Attacks ผู้ที่ทำการ analyze blockchain สามารถติดตาม wallet และเชื่อมโยงกับ real-world identity ของคุณ


Solution: Zero-Knowledge Proofs มีการพัฒนา zero-knowledge proof technology เพื่อพิสูจน์ว่าคุณมี SBT โดยไม่เปิดเผยข้อมูล identity ตัวจริง แต่เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา Solution: Off-Chain Storage ข้อมูลสำคัญสามารถเก็บ off-chain เช่นใน IPFS และเพียงแค่เก็บ reference hash บน SBT Access Control SBT owner ต้องสามารถกำหนดได้ว่าใครเห็นข้อมูล SBT เช่น ซ่อนจากสาธารณชนแต่เปิดให้กับ employer ที่กำหนด

Zero-knowledge proofs และ encrypted metadata คือคีย์สำคัญในการแก้ปัญหา privacy ของ SBT และจะกำหนดความสำเร็จระยะยาวของมัน

คำถามที่พบบ่อย

SBT แตกต่างจาก NFT ทั่วไปอย่างไร?
ความแตกต่างหลักคือ SBT ไม่สามารถถ่ายโอนได้ ขณะที่ NFT สามารถซื้อขายได้อย่างเสรี SBT มีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางการเงิน ดังนั้น NFT เน้นสิทธิ์ในการครอบครองและการซื้อขาย แต่ SBT เน้นการพิสูจน์ความเป็นจริงและ reputation
ถ้าฉันสูญเสีย wallet private key SBT ของฉันจะหายไปหรือไม่?
ใช่ อย่างไม่โชคดี หากคุณสูญเสีย private key คุณจะไม่สามารถเข้าถึง SBT ได้ การพัฒนาระบบ wallet recovery ที่ดีขึ้นเป็นความท้าทายสำคัญในการนำ SBT ไปใช้ในชีวิตจริง มีการวิจัยบางอย่างเพื่อสร้าง social recovery mechanism โดยให้ trusted contacts ช่วยกู้คืน wallet
ใครเป็นผู้ออก SBT และพวกเขามีอำนาจเท่าไร?
ผู้ออก SBT คืออาจเป็นหน่วยงาน บริษัท มหาวิทยาลัย หรือองค์กรที่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พวกเขามีอำนาจในการ revoke หรือยกเลิก SBT หากจำเป็น นี่คือจุดแข็ง (ความ flexibility) และจุดอ่อน (ความ centralization) ในเวลาเดียวกัน
SBT สามารถช่วยแก้ปัญหา Sybil attack ได้อย่างไร?
Sybil attack คือการโจมตีที่攻击者สร้างบัญชีปลอม หลายๆ อัน เพื่อได้รับผลประโยชน์ SBT ช่วยได้เพราะมันตรวจสอบว่าคุณเป็นบุคคลจริงผ่านการอนุมัติจากหน่วยงาน และไม่สามารถเปลี่ยนมือ ดังนั้นผู้โจมตีจึงไม่สามารถซื้อ SBT จากบัญชี fake อื่น ๆ
SBT สร้างความเสี่ยงต่อ privacy ได้อย่างไร และแก้ได้อย่างไร?
ความเสี่ยง privacy คือ หากข้อมูลส่วนตัวถูกบันทึกบน SBT มันจะไม่สามารถลบได้ บน blockchain แบบสาธารณะ วิธีแก้คือใช้ zero-knowledge proofs ซึ่งให้คุณพิสูจน์ความจริงโดยไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียด หรือเก็บข้อมูลสำคัญ off-chain และเพียงบันทึก hash บน blockchain

ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด

รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th

ดูบทความทั้งหมด

สรุป

Soulbound Tokens หรือ SBT แสดงถึงอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการพัฒนา Web3 จากระบบสินทรัพย์และการเงินเท่านั้น ไปสู่ระบบ identity และ reputation ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แม้ว่ามีความท้าทายและข้อจำกัดหลายประการ SBT มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนวิธีที่เราพิสูจน์ข้อมูลส่วนตัว สร้างระบบสินเชื่อ และสร้าง trust บนอินเทอร์เน็ต ในอนาคตอันใกล้ เราอาจเห็นการผสมผสาน SBT เข้ากับ privacy technologies และ user experience improvements ทำให้มันง่ายขึ้นในการนำไปใช้ในชีวิตจริง ความสำคัญของ SBT ไม่ได้อยู่ที่ technology นั้นเอง แต่อยู่ที่ vision ที่มันเป็นตัวแทน—โลก digital ที่ identity และ trust นั้นสร้างไปด้วยข้อมูล verifiable แทนที่จะอยู่ในมือของศูนย์กลางบริษัท

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน