Ledger Nano S Plus

Starknet เป็น Layer 2 solution ที่ใช้เทคโนโลยี zero-knowledge rollup เพื่อให้ธุรกรรมบน Ethereum ทำงานได้เร็วขึ้นและประหยัดค่าแก๊สอย่างมีนัยสำคัญ เทคโนโลยีนี้พัฒนาโดยทีม StarkWare และถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความแออัดและค่าธรรมเนียมที่สูงของ Ethereum mainchain โดยยังคงอ้างอิงความปลอดภัยจากเครือข่าย Ethereum ไว้เป็นหลัก

Starknet คืออะไร: ความเข้าใจขั้นพื้นฐาน

Starknet เป็น Layer 2 หรือระบบที่ทำงานอยู่บน Ethereum แต่ประมวลผลธุรกรรมและจัดเก็บข้อมูลส่วนใหญ่ไว้นอกเครือข่ายหลัก (mainchain) เพื่อลดความแออัดของเครือข่าย โดยใช้เทคโนโลยี zero-knowledge rollup ที่เรียกว่า STARK (Scalable Transparent ARgument of Knowledge) ซึ่งช่วยให้สามารถยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมจำนวนมากได้ด้วยการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์เพียงชุดเดียว


เมื่อเทียบกับการทำธุรกรรมบน Ethereum โดยตรง ผู้ใช้ Starknet สามารถส่งเงินและโต้ตอบกับสัญญาอัจฉริยะได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าและรวดเร็วกว่ามาก โดยยังคงได้รับความปลอดภัยที่อ้างอิงจาก Ethereum เนื่องจากในที่สุดแล้วธุรกรรมทั้งหมดจะถูกยืนยันและบันทึกไว้บนเครือข่ายหลัก

การพิสูจน์ STARK ไม่ต้องการการตั้งค่าที่ไว้ใจได้ (trusted setup) ซึ่งแตกต่างจากเทคโนโลยี SNARK บางประเภท

วิธีการทำงาน: STARK Proofs และ zk-Rollup

ในการทำงาน Starknet จะรวบรวมธุรกรรมจำนวนมากจากผู้ใช้ไว้เป็นชุดที่เรียกว่า "batch" จากนั้น sequencer จะประมวลผลธุรกรรมทั้งหมดในชุดนั้น แล้วสร้าง STARK proof ขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าธุรกรรมทั้งหมดถูกดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎของ Starknet โดยมีเพียง proof ชุดนี้เท่านั้นที่ถูกส่งไปบันทึกไว้บน Ethereum mainchain


การพิสูจน์แบบ STARK เป็นการพิสูจน์ที่โปร่งใส (transparent) และไม่ต้องอาศัยการตั้งค่าเบื้องต้นที่ไว้ใจได้ ซึ่งหมายความว่าใครก็ตามสามารถตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการนี้ได้อย่างอิสระ เมื่อ proof ถูกส่งไปบน Ethereum แล้ว สัญญาอัจฉริยะ (smart contract) บน Ethereum จะทำหน้าที่ตรวจสอบ proof นั้น หากผลการตรวจสอบถูกต้อง สถานะและทรัพย์สินของผู้ใช้บน Starknet ก็จะได้รับการยืนยันจากเครือข่าย Ethereum

STARK proof ใช้เทคนิคที่เรียกว่า FRI (Fast Reed-Solomon Interactive Oracle Proof of Proximity) ซึ่งเป็นโพรโทคอลที่ช่วยบีบอัดขนาดของ proof ให้เล็กลงและตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น

STARK vs SNARK: ความแตกต่างที่สำคัญ

ทั้ง STARK และ SNARK เป็นเทคโนโลยี zero-knowledge proof แต่มีความแตกต่างที่สำคัญ SNARK (Succinct Non-Interactive ARgument of Knowledge) มีขนาด proof ที่เล็กมากและตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว แต่เทคโนโลยีบางประเภทต้องอาศัยการตั้งค่าเบื้องต้นที่ไว้ใจได้ (trusted setup) ซึ่งหมายความว่าต้องมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่น่าเชื่อถือทำหน้าที่เริ่มต้นระบบ หากข้อมูลลับ (secret) ที่ใช้ในการตั้งค่านี้รั่วไหลออกไป ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของระบบได้


ในทางตรงกันข้าม STARK (Scalable Transparent ARgument of Knowledge) มีขนาด proof ใหญ่กว่า SNARK และตรวจสอบได้ช้ากว่าเล็กน้อย แต่ไม่ต้องการ trusted setup และมีความโปร่งใสอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ STARK ยังอาศัยฟังก์ชันแฮชเป็นพื้นฐาน (hash-based cryptography) ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถต้านทานการโจมตีจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ในอนาคตได้ดีกว่า ในขณะที่ SNARK บางประเภทอาศัยปัญหาทางคณิตศาสตร์แบบ elliptic curve ซึ่งนักวิจัยบางส่วนเชื่อว่าอาจถูกควอนตัมคอมพิวเตอร์ในอนาคตเจาะได้ Starknet เลือกใช้ STARK เพราะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในระยะยาวและการไม่ต้องพึ่งพา trusted setup

ฟีเจอร์หลักและสิ่งที่ทำให้พิเศษ

Starknet มีลักษณะเฉพาะที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการใช้ภาษาโปรแกรมชื่อ Cairo ซึ่งออกแบบมาให้เข้ากันได้กับระบบการพิสูจน์ STARK อย่างสมบูรณ์แบบ Cairo ช่วยให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันที่สามารถพิสูจน์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเขียนระบบการพิสูจน์เองตั้งแต่ต้น


อีกฟีเจอร์ที่สำคัญคือ Starknet ทำงานแบบ Turing-complete ซึ่งหมายความว่ามันสามารถดำเนินการคำนวณ (computation) ได้เกือบทุกรูปแบบ คล้ายกับ Ethereum mainchain ซึ่งแตกต่างจาก rollup บางตัวที่มีข้อจำกัดมากกว่า นอกจากนี้ Starknet ยังมีระบบจัดการสถานะ (state management) ที่ยืดหยุ่น ทำให้นักพัฒนาเขียนสัญญาอัจฉริยะได้อย่างอิสระมากขึ้น

กรณีใช้งานในโลกจริง

Starknet เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการธุรกรรมจำนวนมากและต้นทุนต่ำ เช่น ตลาดแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์ (DEX) การชำระเงินมูลค่าน้อย (micropayment) เกมออนไลน์ และแอปพลิเคชันการเงินแบบกระจาย (DeFi) ที่ไม่สามารถทำได้อย่างคุ้มค่าบน Ethereum mainchain เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่สูง


ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาอัจฉริยะที่ต้องการการคำนวณหรือการเก็บข้อมูลจำนวนมากก็สามารถทำงานบน Starknet ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องของการคำนวณที่ซับซ้อนจะได้ประโยชน์มากจากความสามารถของ Starknet ในการจัดการ zero-knowledge proof ได้โดยตรง

เทียบเคียงกับ Optimistic Rollups และ Layer 2 อื่นๆ

Layer 2 มีอยู่หลายรูปแบบ Optimistic Rollups (เช่น Arbitrum และ Optimism) ถือว่าธุรกรรมถูกต้องโดยปริยาย และเปิดช่องให้ผู้ใช้ยื่นข้อโต้แย้งได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด วิธีนี้ทำให้ finality (การยืนยันความสำเร็จของธุรกรรมแบบถาวร) ใช้เวลานานขึ้น โดยทั่วไปประมาณ 7 วัน แต่แลกมากับต้นทุนการพิสูจน์ที่ต่ำกว่า


ในทางตรงกันข้าม zk-Rollups อย่าง Starknet ต้องสร้าง proof ทางคณิตศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของสถานะใหม่ทันที โดยไม่ต้องมีระยะเวลารอให้ผู้อื่นโต้แย้ง วิธีนี้ทำให้ finality เกิดขึ้นเร็วกว่ามาก เนื่องจากเมื่อ Ethereum ตรวจสอบ proof แล้วก็ถือว่าธุรกรรมได้รับการยืนยัน ข้อแลกเปลี่ยน (trade-off) คือการสร้าง proof ต้องใช้ทรัพยากรการคำนวณและความซับซ้อนทางวิศวกรรมที่สูงกว่า Starknet เลือกแนวทาง zk-Rollup เพราะให้ finality ที่รวดเร็วและความปลอดภัยที่อ้างอิงจากการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์โดยตรง

ความเสี่ยงและข้อจำกัด

แม้ Starknet จะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา ประการแรก Starknet ยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ความเสี่ยงด้านเทคนิค (technical risk) เมื่อเทียบกับ Ethereum mainchain จึงยังสูงกว่า และโค้ดของระบบอาจมีช่องโหว่ (vulnerability) ที่ยังไม่ถูกค้นพบ


ประการที่สอง Cairo เป็นภาษาที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ทำให้นักพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญยังมีจำนวนไม่มาก ซึ่งอาจจำกัดความเร็วในการพัฒนาแอปพลิเคชันและสัญญาอัจฉริยะใหม่ๆ นอกจากนี้ Starknet ยังอยู่ในระยะพัฒนาต่อเนื่อง คุณสมบัติบางอย่างจึงยังมีการเปลี่ยนแปลงได้


ข้อจำกัดอีกประการหนึ่งคือระบบนิเวศของเครื่องมือและสัญญาอัจฉริยะบน Starknet ยังมีขนาดเล็กและไม่ครบถ้วนเท่ากับ Ethereum หรือ Optimistic Rollups ที่ใช้ภาษา Solidity ซึ่งนักพัฒนาจำนวนมากคุ้นเคยอยู่แล้ว

ก่อนนำเงินจำนวนมากเข้า Starknet ให้พิจารณาความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและตรวจสอบการประเมินความปลอดภัย (audit) ของสัญญาที่คุณจะใช้

การยอมรับในโลกจริงและระบบนิเวศ (Ecosystem)

Starknet ได้รับการพัฒนาโดย StarkWare ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยด้าน zero-knowledge proof ระบบนิเวศของ Starknet กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีสัญญาอัจฉริยะและแอปพลิเคชันหลากหลายประเภทถูกสร้างขึ้น เช่น ตลาดแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์ (DEX) โปรโตคอลการให้กู้ยืม (lending protocol) และแอปพลิเคชัน DeFi อื่นๆ ที่ทำงานบน Starknet


สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ขั้นตอนการเชื่อมต่อและใช้งาน Starknet ค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่ต่างจากการใช้งาน Layer 2 อื่น ผู้ใช้เพียงเลือก wallet ที่รองรับ Starknet เช่น Argent X หรือ Braavos จากนั้นฝากเงินจาก Ethereum mainchain เข้ามายัง Starknet ก็สามารถเริ่มส่งเงิน เก็บสินทรัพย์ และโต้ตอบกับแอปพลิเคชัน DeFi ต่างๆ ได้

วิธีเริ่มต้นใช้งาน Starknet: คำแนะนำปฏิบัติ

หากสนใจลองใช้ Starknet ขั้นตอนแรกคือเลือก wallet แบบ self-custody ที่รองรับ Starknet เช่น Argent X หรือ Braavos จากนั้นตั้งค่า wallet โดยเชื่อมต่อกับบัญชี Ethereum ของคุณ ต่อไปคุณต้องฝากเงิน (bridge) ETH หรือ ERC-20 token อื่นๆ จาก Ethereum mainchain เข้ามายัง Starknet ผ่านสัญญา bridge ที่อยู่บน Ethereum


เมื่อมีสินทรัพย์อยู่ใน Starknet แล้ว คุณสามารถเริ่มส่งเงิน โต้ตอบกับแอปพลิเคชัน DeFi ต่างๆ หรือทดลองใช้งานบน testnet ของ Starknet ซึ่งเป็นเครือข่ายทดสอบที่ใช้โทเคนจำลองโดยไม่มีมูลค่าจริง สำหรับผู้ที่สนใจเขียนโปรแกรมด้วย Cairo และพัฒนาแอปพลิเคชันของตัวเอง ควรเริ่มต้นจากเอกสารประกอบ (documentation) และบทช่วยสอนที่ StarkWare และชุมชน Starknet เผยแพร่ไว้ รวมถึงลองตั้งค่า Starknet development environment เพื่อฝึกฝนเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย

Starknet แตกต่างจาก Layer 2 แบบ sidechain อย่าง Polygon อย่างไร
ความแตกต่างหลักอยู่ที่สถาปัตยกรรมความปลอดภัย Starknet เป็น zk-Rollup ที่อ้างอิงความปลอดภัยจาก Ethereum โดยตรงผ่านการพิสูจน์ STARK ในขณะที่ sidechain อย่าง Polygon PoS มีชุดผู้ตรวจสอบ (validator) และกลไก consensus ของตัวเอง แล้วเชื่อมต่อกับ Ethereum เป็นระยะๆ เท่านั้น ความแตกต่างนี้ส่งผลต่อระดับความปลอดภัยและเวลาที่ใช้ยืนยันความสำเร็จของธุรกรรม (finality) ซึ่งแต่ละสถาปัตยกรรมก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน
ค่าธรรมเนียมใน Starknet ต่ำเพียงใด
ค่าธรรมเนียมบน Starknet โดยทั่วไปต่ำกว่า Ethereum mainchain อย่างมาก เนื่องจากธุรกรรมจำนวนมากถูกรวมเป็น batch เดียวก่อนส่งไปยัง Ethereum ทำให้ต้นทุนต่อธุรกรรมลดลง อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมที่แท้จริงขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานเครือข่ายและราคาแก๊สบน Ethereum mainchain ในขณะนั้น ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
หากต้องการส่งเงินกลับไปยัง Ethereum ต้องทำอย่างไร
คุณสามารถใช้สะพาน (bridge) เดียวกันในการโอนสินทรัพย์กลับจาก Starknet ไปยัง Ethereum mainchain ได้ กระบวนการถอนเงินมักใช้เวลานานกว่าการฝากเงิน เนื่องจากต้องรอให้ธุรกรรมถูกรวมเป็น batch และให้ proof ได้รับการยืนยันบน Ethereum ก่อน โดยระยะเวลาที่ใช้จริงจะแตกต่างกันไปตามสภาพเครือข่ายในขณะนั้น
Cairo ยากมากหรือไม่ที่ต้องเรียนรู้
Cairo มีไวยากรณ์ (syntax) และแนวคิดที่แตกต่างจากภาษาโปรแกรมทั่วไปอยู่พอสมควร แต่สำหรับนักพัฒนาที่มีพื้นฐานการเขียนโค้ดมาก่อน ก็สามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะเมื่อมีเอกสารประกอบ (documentation) และตัวอย่างจาก StarkWare และชุมชนคอยช่วยเหลือ ระยะเวลาในการเรียนรู้ (learning curve) อาจใช้เวลาสักระยะ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำได้
Starknet ปลอดภัยจริงหรือ ถ้ามีปัญหาทางเทคนิค
Starknet ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัย (audit) จากบริษัทภายนอกหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีระบบใดที่ปลอดภัยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจาก Starknet ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีจึงยังคงมีอยู่ตามธรรมชาติ ผู้ใช้ควรติดตามข่าวสารความคืบหน้าและศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนทำธุรกรรมขนาดใหญ่

ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด

รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th

ดูบทความทั้งหมด

สรุป

Starknet เป็น Layer 2 solution ที่นำเทคโนโลยี cryptography ขั้นสูงมาใช้ ช่วยให้ Ethereum สามารถสเกลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องแลกกับความปลอดภัย การใช้ STARK proof ร่วมกับภาษา Cairo เปิดโอกาสใหม่ให้กับการพัฒนาแอปพลิเคชัน DeFi และสัญญาอัจฉริยะที่ซับซ้อนมากขึ้น แม้จะยังมีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา เช่น การเป็นเทคโนโลยีที่ยังใหม่และระบบนิเวศที่ยังเล็กกว่า Ethereum โดยรวม แต่ศักยภาพของเทคโนโลยี zero-knowledge proof ก็ทำให้ Starknet เป็นหนึ่งในโครงการที่น่าจับตามองในวงการ Ethereum scaling ต่อไป

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน