Tezos เป็นบล็อกเชนที่โดดเด่นด้านการปกครองแบบออนเชน (on-chain governance) ซึ่งเปิดให้โปรโตคอลของตัวเองสามารถพัฒนาและอัพเกรดได้โดยไม่ต้องแยกเครือข่าย (hard fork) ผ่านระบบการลงคะแนนของผู้ถือโทเค็น XTZ กลไกฉันทามตินี้ ผนวกกับระบบ Liquid Proof of Stake ที่ใช้พลังงานต่ำกว่า Proof of Work มาก ทำให้ Tezos เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักพัฒนา ผู้ถือเหรียญ และชุมชนคริปโตที่สนใจแนวทางการพัฒนาเครือข่ายอย่างเป็นระบบ
Tezos คืออะไร
Tezos (XTZ) เป็นแพลตฟอร์มบล็อกเชนที่แนวคิดถูกเผยแพร่ครั้งแรกในเอกสารทางวิชาการ (whitepaper) เมื่อปี 2014 โดย Arthur Breitman และ Kathleen Breitman ก่อนที่เครือข่ายหลัก (mainnet) จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2018 คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของ Tezos คือระบบการปกครองแบบกระจายศูนย์ (decentralized governance) ที่ช่วยให้โปรโตคอลพัฒนาตัวเองได้อย่างเป็นระบบ โดยไม่ต้องพึ่งการตัดสินใจจากอำนาจศูนย์กลาง โครงสร้างนี้ทำให้ Tezos มักถูกเรียกว่าเป็น "self-amending ledger" ที่ออกแบบมาให้อัพเกรดได้อย่างราบรื่น
ระบบ Liquid Proof of Stake (LPoS) ของ Tezos ช่วยให้ผู้ถือ XTZ มีส่วนร่วมในการตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยของโปรโตคอลผ่านการสเตค (staking) โดยไม่จำเป็นต้องล็อกเหรียญไว้เป็นเวลานาน ผู้ใช้สามารถมอบสิทธิการโหวตให้กับผู้ได้รับมอบหมาย (delegates หรือ bakers) ที่ตนเลือกแทนได้ ทำให้การมีส่วนร่วมในเครือข่ายยืดหยุ่นกว่ากลไกฉันทามติแบบอื่นหลายแบบ
วิธีการทำงานของ Tezos: เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง
Tezos ใช้กลไก Liquid Proof of Stake โดยผู้ถือ XTZ สามารถมอบหมายสิทธิ์ในการสร้างบล็อก (เรียกว่า baking) ให้กับผู้ที่มีเหรียญค้ำประกันเพียงพอ ผู้เสนอบล็อก (bakers) จะได้รับรางวัลจากค่าธรรมเนียมธุรกรรมและรางวัลจากการสร้างบล็อกใหม่ ต่างจาก Proof of Work ที่ต้องใช้พลังงานประมวลผลจำนวนมาก การตรวจสอบธุรกรรมบน Tezos จึงใช้พลังงานต่ำกว่ามาก
การเขียนสัญญาอัจฉริยะ (smart contracts) บน Tezos ใช้ภาษา Michelson ซึ่งออกแบบมาให้รองรับการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ (formal verification) หมายความว่านักพัฒนาสามารถพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ว่าสัญญาทำงานตรงตามที่ออกแบบไว้ ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อบกพร่อง นอกจากนี้ ระบบการปกครองของ Tezos ยังทำให้กระบวนการเสนอ ลงคะแนน และนำการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลไปใช้ เกิดขึ้นทั้งหมดบนเชน (on-chain) โดยไม่ต้องพึ่งการประสานงานนอกเครือข่าย
ลักษณะเด่นของ Tezos
ลักษณะเด่นของ Tezos มีอยู่หลายประการ ประการแรกคือการปกครองแบบออนเชนที่ช่วยให้ชุมชนกำหนดทิศทางของโปรโตคอลได้เอง ประการที่สองคือโครงสร้าง Liquid Proof of Stake ที่เปิดให้ผู้ถือ XTZ มีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยเครือข่ายได้แม้ถือเหรียญไม่มาก ประการที่สามคือการใช้ภาษา Michelson ที่รองรับการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้สัญญาอัจฉริยะ และประการที่สี่คือประสิทธิภาพการยืนยันธุรกรรมที่รวดเร็ว ซึ่ง Tezos ได้ปรับปรุงให้เร็วขึ้นต่อเนื่องผ่านการอัพเกรดโปรโตคอลหลายครั้ง
อีกจุดเด่นที่ควรกล่าวถึงคือระบบนิเวศ NFT ของ Tezos ที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง มีเครื่องมือและตลาดซื้อขายที่รองรับการสร้างและแลกเปลี่ยนงานศิลปะดิจิทัลโดยเฉพาะ ผู้ใช้สามารถสร้างและซื้อขาย NFT บน Tezos ด้วยต้นทุนค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า Ethereum อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ศิลปินอิสระจำนวนมากเลือกใช้เครือข่ายนี้
กรณีการใช้งาน Tezos
Tezos เหมาะกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ เริ่มจากการออกและซื้อขาย NFT สำหรับงานศิลปะดิจิทัล ของสะสม และสินทรัพย์เสมือน ไปจนถึงระบบลงคะแนนแบบออนเชน (on-chain voting) และการปกครองสำหรับองค์กรหรือชุมชนที่ต้องการความโปร่งใสในการตัดสินใจ ธุรกิจบางประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์และงานเอกสาร ก็เริ่มพิจารณาใช้ Tezos เพื่อบันทึกข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (immutable records) เช่น สัญญาหรือหลักฐานการเสนอราคา
ด้วยต้นทุนธุรกรรมที่ต่ำและความเสถียรของเครือข่าย Tezos จึงถูกนำไปทดลองใช้ในแอปพลิเคชันเกมและชุมชนออนไลน์บางกลุ่ม รวมถึงกรณีศึกษาด้านการจัดการสิทธิ์ดิจิทัลและค่าลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ Tezos ยังมีระบบนิเวศการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ของตัวเอง แม้จะยังมีขนาดเล็กกว่า Ethereum อยู่มากก็ตาม
เปรียบเทียบกับ Blockchain อื่น
เมื่อเทียบกับ Ethereum ซึ่งใช้ Proof of Stake เช่นกัน Tezos มีโครงสร้าง Liquid Proof of Stake ที่เปิดให้มอบหมายสิทธิ์การสร้างบล็อกได้ง่ายกว่า ทำให้ผู้ถือ XTZ ที่มีเหรียญไม่มากยังมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยเครือข่ายได้โดยไม่ต้องรันโหนดของตัวเอง ด้านภาษาสัญญาอัจฉริยะ Ethereum ใช้ Solidity ในขณะที่ Tezos ใช้ Michelson ที่เน้นการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ส่วนขนาดระบบนิเวศ DeFi และ NFT นั้น Ethereum ยังใหญ่กว่า Tezos อย่างชัดเจน ทำให้มีแหล่งสภาพคล่อง (liquidity pools) และแอปพลิเคชันให้เลือกใช้มากกว่า
เมื่อเทียบกับ Cardano (ADA) ซึ่งเป็นอีกบล็อกเชนที่ใช้ Proof of Stake เช่นกัน Tezos มีระบบการปกครองแบบออนเชนที่ให้ชุมชนลงคะแนนตัดสินใจเรื่องการอัพเกรดโดยตรงมากกว่า ขณะที่ Cardano มักดำเนินการอัพเกรดผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่นำโดยทีมงานและมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง สำหรับต้นทุนธุรกรรม ทั้ง Tezos และ Cardano ต่ำกว่า Ethereum อย่างมีนัยสำคัญ โดยความแตกต่างหลักอยู่ที่ Tezos เน้นกลไกการปกครองแบบออนเชนเป็นจุดขาย ขณะที่ Cardano เน้นกระบวนการพัฒนาที่ผ่านการทบทวนทางวิชาการ (peer review)
ความเสี่ยงและข้อจำกัด
ความเสี่ยงหลักประการหนึ่งของ Tezos คือความเสี่ยงจากการรวมศูนย์ (centralization risk) เนื่องจากผู้ได้รับมอบหมาย (bakers) รายใหญ่จำนวนไม่มากสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของโปรโตคอลได้ค่อนข้างมาก หากผู้มีอำนาจโหวตกลุ่มเล็กๆ เหล่านี้สมรู้ร่วมคิดกัน (collusion) หรือหยุดทำงานพร้อมกัน ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของเครือข่ายได้
อีกข้อจำกัดคือขนาดของระบบนิเวศ Tezos ที่ยังเล็กกว่า Ethereum อยู่มาก สัญญาอัจฉริยะจำนวนหนึ่งมาจากผู้พัฒนารายเล็กหรือโครงการที่เพิ่งเริ่มต้น ซึ่งอาจไม่ผ่านการตรวจสอบโค้ด (audit) ที่ละเอียดเท่าโครงการใหญ่บน Ethereum นอกจากนี้ Michelson เป็นภาษาที่นักพัฒนาบางคนอาจรู้สึกว่าเรียนรู้ยาก เนื่องจากอิงหลักการเขียนโปรแกรมเชิงฟังก์ชัน (functional programming) ซึ่งแตกต่างจากภาษาที่นิยมใช้กันทั่วไป
การยอมรับในโลกจริงและระบบนิเวศ
ระบบนิเวศ Tezos เติบโตขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะฝั่งตลาด NFT เช่น objkt.com ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดซื้อขาย NFT บน Tezos ที่ได้รับความนิยม (ในยุคแรกเครือข่ายนี้เคยมีแพลตฟอร์ม Hic et Nunc ที่ได้รับความนิยมสูง ก่อนจะปิดตัวลง และชุมชนส่วนหนึ่งย้ายมาใช้งาน objkt.com แทน) ศิลปินหลายคนเลือกใช้ Tezos เพราะต้นทุนการสร้าง NFT ต่ำและใช้พลังงานน้อยกว่าเครือข่ายที่ใช้ Proof of Work
ด้วยระบบการปกครองแบบออนเชน หลายฝ่ายมองว่า Tezos เป็นหนึ่งในตัวอย่างแรกๆ ของแนวคิด "self-amending ledger" ในโลกคริปโต ทำให้ผู้ที่สนใจเรื่องกลไกการปกครองแบบกระจายศูนย์นำ Tezos มาศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างว่าการตัดสินใจร่วมกันของชุมชนสามารถทำงานได้จริงในระดับโปรโตคอลอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในแวดวงวิจัยด้านบล็อกเชนและการปกครองแบบกระจายศูนย์อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ควรรู้เมื่อใช้ Tezos
หากสนใจใช้งาน Tezos มีข้อควรรู้เบื้องต้นหลายประการ ข้อแรกคือควรติดตามข้อเสนอปรับปรุงโปรโตคอลที่หมุนเวียนอยู่บนเชน กระบวนการเสนอและอนุมัติของ Tezos ประกอบด้วยหลายขั้นตอน เช่น ขั้นเสนอข้อเปลี่ยนแปลง (Proposal) ขั้นสำรวจความคิดเห็นของผู้โหวต (Exploration) ขั้นพักระบบเพื่อทดสอบ (Cooldown) และขั้นยืนยันก่อนบังคับใช้จริง (Promotion/Adoption) ซึ่งช่วยให้ผู้ถือ XTZ มีเวลาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงก่อนตัดสินใจโหวต
ข้อที่สอง หากต้องการสเตค (staking) หรือฝากเหรียญ XTZ ควรเลือกผู้ได้รับมอบหมาย (baker) ที่น่าเชื่อถือ หรือศึกษาวิธี self-delegate ซึ่งช่วยให้ยังคงเป็นเจ้าของเหรียญเองตลอดเวลา ข้อที่สาม เนื่องจากระบบนิเวศ Tezos ยังอยู่ระหว่างการเติบโต ผู้ใช้จึงควรติดตามข่าวสารและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโครงการหรือแอปพลิเคชันใดๆ ก่อนใช้งานหรือทำธุรกรรมบนเครือข่ายเสมอ
บทสรุปและมุมมองอนาคต
Tezos เป็นบล็อกเชนที่มีจุดเด่นด้านการปกครองแบบออนเชนและ Liquid Proof of Stake ซึ่งช่วยให้ผู้ถือเหรียญมีส่วนร่วมในการดูแลเครือข่ายได้ง่ายขึ้น แนวทางนี้ท้าทายแนวคิดดั้งเดิมที่มองว่าบล็อกเชนต้องอาศัย hard fork เพื่อพัฒนาไปข้างหน้า แม้ระบบนิเวศของ Tezos จะยังมีขนาดเล็กกว่า Ethereum แต่ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาด NFT และกลุ่มผู้สนใจเรื่องการปกครองแบบกระจายศูนย์
ในอนาคต Tezos อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรและสถาบันที่มองหาบล็อกเชนที่เสถียร ปลอดภัย และสามารถปรับปรุงตัวเองได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ประเด็นที่น่าติดตามคือชุมชน Tezos จะพัฒนากลไกการปกครองต่อไปอย่างไร และจะสามารถลดความเสี่ยงจากการรวมศูนย์ของผู้ได้รับมอบหมายได้มากน้อยเพียงใด สำหรับผู้ที่ศึกษาเรื่องคริปโตเคอเรนซี Tezos ถือเป็นกรณีศึกษาที่มีคุณค่าในแง่ของการออกแบบกลไกการปกครองแบบออนเชน
คำถามที่พบบ่อย
ติดตามข่าว Crypto ล่าสุด
รับบทวิเคราะห์และข่าวสาร Bitcoin, Altcoins ทุกวันจาก 678.in.th
ดูบทความทั้งหมดสรุป
Tezos แสดงให้เห็นแนวทางใหม่ในการดูแลและพัฒนาบล็อกเชนผ่านระบบการปกครองแบบออนเชนและการลงคะแนนของชุมชน แม้ระบบนิเวศของ Tezos จะยังเล็กกว่าผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Ethereum แต่ก็มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และกลไกการปกครองที่ออกแบบมาโดยเฉพาะนี้น่าจะยังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนักวิจัยและองค์กรต่างๆ ต่อไปในอนาคต
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน