Web3 คือการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจและการควบคุมตัวเองของผู้ใช้ แทนที่จะให้บริษัทขนาดใหญ่เป็นตัวกลาง Web3 ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและ cryptocurrency เป็นพื้นฐาน ทำให้ผู้ใช้สามารถเป็นเจ้าของข้อมูลและสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเอง นอกจากนี้ยังอนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนค่าและการสร้างสัญญาอัจฉริยะได้อย่างปลอดภัยและโปร่งใส
- Web3 มาจากไหน? ประวัติและวิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต
- บล็อกเชน - เทคโนโลยีพื้นฐานของ Web3
- ตารางเปรียบเทียบ Web1 vs Web2 vs Web3
- Cryptocurrency - เงินดิจิทัลของ Web3
- Smart Contracts - สัญญาอัจฉริยะ
- การประยุกต์ใช้ Web3 ในชีวิตจริง
- ความท้าทายและข้อกังวลของ Web3
- อนาคตของ Web3 และบทบาทของ Cryptocurrency
- เริ่มต้นใช้งาน Web3 และ Cryptocurrency
- คำถามที่พบบ่อย
Web3 มาจากไหน? ประวัติและวิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต
การพัฒนาของอินเทอร์เน็ตแบ่งออกเป็นสามยุค คือ Web1 Web2 และ Web3 Web1 ปรากฏตัวตั้งแต่ปี 1989 ถึงประมาณ 2005 เป็นช่วงอินเทอร์เน็ตแรกที่มีลักษณะเป็นการอ่านข้อมูล (Read-only) บทบาทของผู้ใช้คือผู้รับบริการหรือผู้อ่านเพียงเท่านั้น ไม่สามารถสร้างหรือแชร์เนื้อหาได้มากนัก ข้อมูลส่วนใหญ่เก็บรักษาอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทหรือองค์กรต่างๆ ผู้ใช้ไม่มีสิทธิควบคุมข้อมูลส่วนตัวของตนเอง ยุคนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปฏิวัติดิจิทัล ยังไม่มีการแชร์เนื้อหาแบบ peer-to-peer
Web2 เริ่มปรากฏตั้งแต่ประมาณ 2005 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้สามารถสร้างและแชร์เนื้อหาได้ (Read-Write) ซึ่งเป็นที่มาของโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook Twitter Instagram และ YouTube อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้ได้ใช้อำนาจของตนเพื่อเก็บรวบรวมและควบคุมข้อมูลของผู้ใช้ บริษัทเหล่านี้ใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อสร้างรายได้จากโฆษณาและการขายข้อมูลแก่ผู้ประกอบการ ผู้ใช้ไม่ได้รับค่าตอบแทนสำหรับข้อมูลของพวกเขา นอกจากนี้ยังขาดความโปร่งใสในการใช้งานข้อมูล เนื่องจากผู้ใช้ไม่รู้ว่าข้อมูลของพวกเขาถูกใช้อย่างไร
Web3 ปรากฏตัวตั้งแต่ปี 2010 และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้สามารถเป็นเจ้าของและควบคุมข้อมูลของตนเองได้ Web3 ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อให้สามารถจัดการข้อมูลและเงินได้อย่างกระจายอำนาจ ไม่จำเป็นต้องมีบริษัทกลางจัดการและเก็บข้อมูลสำคัญ ผู้ใช้มีสิทธิในการเลือกว่าจะแชร์ข้อมูลของตนกับใครบ้าง และจะได้รับค่าตอบแทนตรงไปตรงมา
บล็อกเชน - เทคโนโลยีพื้นฐานของ Web3
บล็อกเชน (Blockchain) คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถบันทึกข้อมูลแบบกระจายตัว (Distributed) ไปยังหลายเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมๆ กัน ทำให้ข้อมูลนั้นยากที่จะถูกเปลี่ยนแปลง ปลอมแปลง หรือลบออกไป บล็อกแต่ละบล็อกเก็บรายการบันทึกของธุรกรรม และมีความเชื่อมโยงกันเป็นโซ่ผ่านรหัส hash (Hash Function) แต่ละบล็อกจะประกอบด้วยข้อมูลสำคัญสองส่วน คือ ข้อมูลของธุรกรรมและลายนิ้วมือ (Fingerprint) หรือรหัสแฮชของบล็อกก่อนหน้า ถ้าใครพยายามแก้ไขข้อมูลในบล็อกเดิม รหัสแฮชก็จะเปลี่ยนไป ซึ่งจะทำให้การเชื่อมโยงกับบล็อกถัดไปถูกขาด ทำให้การปลอมแปลงเป็นไปไม่ได้
ความน่าเชื่อถือของบล็อกเชนมาจากการที่เครือข่าย blockchain ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเซิร์ฟเวอร์กลางเพียงแห่งเดียว แต่มีโหนด (Nodes) หลายพันแห่งเก็บสำเนาข้อมูลเดียวกันในเวลาเดียวกัน ก่อนที่จะเพิ่มบล็อกใหม่เข้าไป เครือข่ายจะต้องยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมโดยใช้เครื่องมือสำเร็จรูป (Consensus Mechanism) เช่น Proof of Work หรือ Proof of Stake หลังจากยืนยันแล้ว บล็อกจะถูกเพิ่มเข้าไปในเชื่อจากหลายๆ ที่ เป็นการดำเนินการเทคโนโลยี Consensus ทำให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือสูงสุด
ตารางเปรียบเทียบ Web1 vs Web2 vs Web3
| ลักษณะ | Web1 (1989-2005) | Web2 (2005-ปัจจุบัน) | Web3 (2010-ปัจจุบัน) |
|---|---|---|---|
| --- | --- | --- | --- |
| ประเภทการใช้ | Read-only (อ่านเท่านั้น) | Read-Write (อ่าน-เขียน) | Read-Write-Own (อ่าน-เขียน-เป็นเจ้าของ) |
| การควบคุมข้อมูล | บริษัทรวมศูนย์ | บริษัทขนาดใหญ่ (GAFAM) | ผู้ใช้เป็นเจ้าของ |
| อุทธรณ์ | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี (Immutable) |
| เครื่องมือ | HTTP Email | API บ้าน | Blockchain Smart Contract |
| ตัวอย่าง | ไซต์ข่าว Blog ส่วนตัว | Facebook YouTube Twitter | Bitcoin Ethereum DAO |
| ความปลอดภัย | ต่ำ (รวมศูนย์) | ต่ำ (บริษัทเก็บเงิน) | สูง (เข้ารหัส) |
| ความโปร่งใส | ต่ำ | ต่ำมาก | สูง (ทั้งหมดเห็นได้) |
| ค่าตอบแทน | ไม่มี | ไม่มี (บริษัทได้ทั้งหมด) | ผู้ใช้ได้ค่าตอบแทน |
ที่มา: การวิเคราะห์เปรียบเทียบลักษณะของอินเทอร์เน็ตในแต่ละยุค สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงว่าใครเป็นเจ้าของข้อมูลและดูแลข้อมูลดังกล่าว
Cryptocurrency - เงินดิจิทัลของ Web3
Cryptocurrency หรือเงินดิจิทัล คือสกุลเงินที่มีอยู่เฉพาะบนฐานข้อมูลดิจิทัล ไม่มีรูปร่างหรือสสาร ต่างจากเงินสด Bitcoin ถูกสร้างขึ้นในปี 2009 โดยบุคคลหรือกลุ่มคนที่ใช้นามแฝง Satoshi Nakamoto มีจุดมุ่งหมายให้ผู้คนสามารถโอนเงินได้อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ผ่านธนาคาร Bitcoin ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อให้สามารถจัดการธุรกรรมได้อย่างปลอดภัยและโปร่งใส ที่สำคัญ Bitcoin ไม่สามารถปลอมแปลงได้เนื่องจากทุกธุรกรรมได้รับการยืนยันจากเครือข่าย
Ethereum ก่อตั้งในปี 2015 โดย Vitalik Buterin และเพิ่มเติมความสามารถของ Bitcoin ด้วยการสนับสนุน Smart Contracts ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานบนบล็อกเชน เงินดิจิทัลอื่นๆ เช่น Litecoin Ripple Polkadot ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหรือให้บริการเฉพาะด้าน นอกจาก Bitcoin และ Ethereum มีเงินดิจิทัลอื่นๆ อีกหลายพันตัว แต่ละตัวมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน
Smart Contracts - สัญญาอัจฉริยะ
Smart Contract เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำงานบนบล็อกเชน และสามารถดำเนินการเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติ หากเงื่อนไขเหล่านั้นเป็นจริง โปรแกรมจะดำเนินการตามที่ตั้งไว้ได้เอง ตัวอย่างเช่น สัญญาระหว่างสองฝ่าย A และ B ที่กำหนดว่า "ถ้า A ส่งเงิน 1 Bitcoin ให้ B ภายในวันที่กำหนด ให้ B ส่งสินค้า" Smart Contract สามารถจัดการนี้ได้โดยอัตโนมัติหากเงื่อนไขเป็นจริง ไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่สามยืนยัน
ข้อดีของ Smart Contracts คือ ความโปร่งใสสูง ทุกฝ่ายสามารถเห็นเงื่อนไขของสัญญาได้ ไม่มีการปลอมแปลงเนื่องจากได้รับการดำเนินการบนบล็อกเชน และความเร็ว สัญญาสามารถดำเนินการได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องรอการยืนยันจากบุคคลที่สาม ลดต้นทุนและเวลา Smart Contracts ใช้ได้ในหลายด้าน เช่น การเคลมประกัน การให้ยืมเงิน และการทำสัญญาลิขสิทธิดิจิทัล
การประยุกต์ใช้ Web3 ในชีวิตจริง
ความประยุกต์ใช้ของ Web3 นั้นค่อนข้างกว้างขวาง DeFi (Decentralized Finance) คือระบบการเงินกระจายอำนาจที่ให้บริการเงินโดยไม่ผ่านธนาคาร เช่น การให้ยืมเงิน การหารายได้จากการวางเงิน การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน NFTs (Non-Fungible Tokens) คือโทเคนดิจิทัลที่มีอักขระประจำตัวไม่ซ้ำกัน ใช้เพื่อเป็นพยานการเป็นเจ้าของผลงานศิลปะดิจิทัล หรือสิ่งของเก็บส่วนตัว DAO (Decentralized Autonomous Organization) คือองค์กรที่ไม่มีผู้บริหารกลาง ทำการตัดสินใจโดยการโหวตของสมาชิก บน blockchain
อีกการประยุกต์ใช้หนึ่ง คือ Self-Sovereign Identity ซึ่งให้สิทธิแก่ผู้ใช้ในการเป็นเจ้าของข้อมูลประจำตัวของตนเอง ผู้ใช้สามารถเลือกว่าจะแชร์ข้อมูลใดกับใคร Web3 ยังมีการประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆ เช่น การจัดการสัญญาอสังหาริมทรัพย์ การทำตลาดเชื้อเพลิง การจัดเก็บและการจัดการข้อมูล ความสามารถในการใช้งาน Web3 ขึ้นอยู่กับการเตรียมการของเทคโนโลยีและกฎหมาย
ความท้าทายและข้อกังวลของ Web3
Web3 ยังประเชิญปัญหาและความท้าทายในด้านต่างๆ ความไม่ชัดเจนของกฎหมาย คือปัญหาที่สำคัญที่สุด ปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้งาน cryptocurrency และ blockchain บางประเทศห้ามการใช้งาน บางประเทศให้การอนุมัติ ความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงก็เป็นปัญหาอีกประการหนึ่ง เนื่องจากการส่งเงิน cryptocurrency นั้นไม่อาจยกเลิกได้ หากผู้ใช้โอนเงินให้ผู้โกงจะไม่สามารถเรียกเงินกลับมาได้
ประสิทธิภาพของบล็อกเชนก็เป็นปัญหา ระบบ blockchain ไม่สามารถประมวลผลรายการหลายล้านรายต่อวินาทีได้เหมือนระบบการจัดการเงินแบบดั้งเดิม ความซับซ้อนของการใช้งาน Web3 ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสับสน เช่น การจำ private keys และ seed phrases เพื่อเข้าถึงเงินของตนเอง หากสูญหายผู้ใช้จะไม่สามารถกู้เงินได้ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวก็เป็นปัญหา ธุรกรรมบน blockchain สามารถติดตามได้ หากปล่อยให้มีการกระจายตัวของข้อมูลอาจนำไปสู่การสร้างโปรไฟล์ข้อมูล
อนาคตของ Web3 และบทบาทของ Cryptocurrency
Web3 ยังคงอยู่ในช่วงการพัฒนา หลายทีมกำลังออกแบบวิธีทำให้ blockchain เร็วขึ้น ถูกกว่า และปลอดภัยมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Layer 2 Solutions ได้แก่ Lightning Network สำหรับ Bitcoin และ Polygon สำหรับ Ethereum ช่วยให้สามารถประมวลผลธุรกรรมได้เร็วและราคาถูกลง ประเทศและองค์กรต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ และคณะเอก OMG บริษัท ต่างๆ เตรียมมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับ Web3
การนำ blockchain ไปใช้ในด้านอื่นๆ ก็กำลังเพิ่มขึ้น เช่น ในด้านการศึกษา บันทึกประวัติการศึกษาสามารถจัดเก็บบน blockchain เพื่อความปลอดภัย ในด้านสุขภาพ บันทึกแพทย์สามารถเข้าถึงได้จากใดก็ได้ ในด้านการลงทะเบียน การสมัครทรัพย์สินสามารถจัดการบน blockchain อย่างไรก็ตาม Web3 อาจไม่สามารถแทนที่ Web2 ได้ทั้งหมด แทนที่จะเป็นการรวมกันขององค์ประกอบจากทั้งสองแบบ
เริ่มต้นใช้งาน Web3 และ Cryptocurrency
สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นใช้งาน Web3 และ cryptocurrency ขั้นตอนแรกคือการเข้าใจพื้นฐานของบล็อกเชน และ cryptocurrency ผ่านการอ่านบทความและวิดีโอสอนการออนไลน์ ขั้นที่สองคือการสร้างกระเป๋าดิจิทัล (Digital Wallet) ซึ่งเป็นโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันที่ใช้เก็บเงินดิจิทัล ตัวอย่างของ Wallet ได้แก่ MetaMask Trust Wallet Coinbase Wallet เป็นต้น ผู้ใช้ต้องจำ private key และ seed phrase เนื่องจากเป็นกุญแจที่ใช้เข้าถึงเงินของตนเอง
ขั้นที่สามคือการ exchange เงินทั่วไปให้เป็น cryptocurrency โดยการใช้ exchange อนุมัติเช่น Binance Coinbase Kraken เป็นต้น ขั้นที่สี่คือการเริ่มต้นการสำรวจและประยุกต์ใช้ Web3 เช่น DeFi NFT DAO โปรดจำไว้ว่า cryptocurrency และ Web3 เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ใช้ควรศึกษาให้ดีก่อนที่จะใช้เงินจำนวนมาก บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ และไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
คำถามที่พบบ่อย
สรุป
Web3 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราใช้อินเทอร์เน็ต ด้วยการกระจายอำนาจ ความโปร่งใส และการให้ผู้ใช้สิทธิในการควบคุมข้อมูลและเงินของตนเอง อย่างไรก็ตาม Web3 ยังคงอยู่ในช่วงการพัฒนา มีความท้าทายมากมายในด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และการยอมรับจากสาธารณชน เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานของ Web3 คุณจะมีความพร้อมที่จะตัดสินใจเลือกวิธีที่ข้อมูลและเงินของคุณควรถูกใช้อย่างไรในยุคดิจิทัล
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน